ปรารถนารักหนึ่งเดียว (ลงจบแล้ว)

โดย: รินวรส นางแมว



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 - 100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 2

         เมื่อคืนใครมาเหรอรุจี กวางได้ยินเสียงคุยกันแต่ไม่กล้าลงมา” ปรารถนาถามไถ่เพื่อนรักในเช้าตรู่วันต่อมา หลังจากพากันออกมาจ่ายตลาดซื้อของบางอย่างเพิ่มเติม

            “จะใครเสียอีกล่ะ ก็พ่อคุณพ่อทูนหัวของพ่อกับย่าน่ะสิ”

ปรารถนาขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัยในน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายประชดประชันเล็กน้อยนั้น สาวน้อยชำเลืองมองเพื่อนรักเห็นรุจิราทำหน้ามุ่ยคล้ายน้อยอกน้อยใจอะไรสักอย่าง

“ดูลุงมิ่งกับย่าแฉล้มจะปลาบปลื้มกับหลานชายคนนี้มากเอาการเลยนะ” เจ้าของเสียงหวานหยั่งเชิงดูอาการเพื่อนรัก แล้วก็ได้ผล รุจิรายิ่งหน้างอหนักเข้าไปใหญ่

“ปลื้มมากกกกกกอไก่ล้านตัวเลยเอ้า!

“แล้วรุจีไม่ปลื้มพี่ชายคนนี้เหรอ กวางเห็นทำหน้ายุ่งเชียว”

“มันก็ปลื้มอยู่หรอกนะ แต่อดหมั่นไส้ไม่ได้ พ่อคุณพ่อทูนหัวของพ่อกับย่ามาทีไร เรากลายเป็นน้องหมาหัวเน่าทุกที” ว่าแล้วคนบ่นก็ทำปากยื่นปากยาวราวเด็กน้อย ปรารถนาหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะดูเหมือนรุจิราจะไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไรจริงจังนัก

“ชักอยากเห็นหน้าคนทำให้เพื่อนกวางกลายเป็นน้องหมาหัวเน่าเสียแล้วสิ”

“เย็นนี้คงได้เจอแหละ”

“อ้าว! แล้วเช้านี้เขาไม่ลงมาทานอาหารเช้าด้วยกันเหรอ หรือว่าตื่นสายเพราะไม่ชินกับเรื่องเวลา” ปรารถนาคาดเดาแบบนั้น เพราะรู้มาว่าหลานรักของลุงมิ่งกับย่าแฉล้มอาศัยอยู่แต่เมืองนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นการมาเมืองไทยนอกจากจะต่างที่แล้วยังต่างเวลาอีกด้วย

“ไม่ได้ตื่นสายหรอกกวาง พ่อคุณพ่อทูนหัวของพ่อกับย่า ตื่นไปดูสวนลำไยกับพ่อมิ่งตั้งแต่ยังไม่ตีสี่โน่น กว่าจะกลับมาก็คงบ่ายคล้อยนั่นแหละ”

“โห... ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะตื่นเช้าได้ขนาดนั้น แถมยังเข้าไปดูงานในสวนกับลุงมิ่งอีก” ปรารถนาตาโตด้วยความทึ่ง เธอชักอยากเห็นหน้าเขาขึ้นมาจับใจเสียแล้ว อยากรู้ว่าลูกครึ่งฝรั่งที่ได้ยินมาว่าร่ำรวยมหาศาลแต่กลับสามารถใช้ชีวิตติดดินเยี่ยงชาวสวนชาวไร่แบบนี้ หน้าตาจะเป็นเช่นไร

“แบบนี้ไง พ่อกับย่าถึงได้ทั้งรักทั้งหลง คนอะไรไม่รู้ เก่งไปหมดทุกเรื่อง เก่งจนเรานี่กลายเป็นขี้ฝุ่นไปเลย”

“โอ๋ๆ ไม่เอาน่า รุจีของกวางเก่งออก อาจไม่เก่งเท่าพ่อคุณพ่อทูนหัวของพ่อกับย่า แต่ก็ไม่เคยทำให้พ่อมิ่งกับย่าแฉล้มผิดหวังนี่นะ จริงไหม”

“เฮ้อ... ได้ยินแบบนี้ค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย”

ปรารถนายิ้มกว้างเมื่อเห็นรุจิรายิ้มหน้าบาน

“เราไปดูทางนั้นกันเถอะกวาง เผื่อเธออยากได้อะไรเพิ่มเติม นี่ก็สายแล้วจะได้กลับบ้านกัน” คนถูกชมหันมาชักชวนเพื่อนรักให้เดินไปดูตลาดอีกด้าน ปรารถนาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจับจูงกันเดินเลือกซื้อวัตถุสำหรับทำอาหารเพิ่มเติมด้วยความเพลิดเพลินใจ

 

            “ต๊าย!! หลานยาย ทำไมหน้าตาขะมุกขะมอมแบบนั้นล่ะ เจ้ามิ่งทำไมกลับมาเอาป่านนี้ฮึ ออกไปตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ พาตาหนูไปไหนมาบอกมาเดี๋ยวนี้นะ” นางแฉล้มหันมาคาดคั้นเอาความกับบุตรชายหลังโอบกอดลูบคลำหลานรักที่กลับมาถึงบ้านด้วยสภาพเปื้อนฝุ่นไปทั้งตัว

                “ก็ไปอย่างเคยๆ แบบฉบับผู้ชายแหละน่าแม่”

                “เจ้ามิ่งนี่เอ็ง...”

                “ยายครับ ผมเหนียวตัวจังเลย หิวมากด้วย ไปดูงานในสวนตั้งแต่เช้าได้กินแค่กาแฟกับขนมปังแล้วก็ข้าวเหนียวหมูปิ้งเองครับ ยายทำอะไรไว้ให้ผมทานบ้างครับเย็นนี้”

                “โถ...พ่อคุณพ่อทูนหัว หิวแย่เลยสินะ ไปอาบน้ำไปลูก เย็นนี้ยายจัดเต็มอาหารไว้ต้อนรับตาหนูของยายโดยเฉพาะเลยล่ะ” นางแฉล้มหันมาเอาอกเอาใจหลานรัก ลืมเลือนเรื่องที่จะต่อว่าต่อขานบุตรชายที่บังอาจพาหลานขวัญไปตะลอนเสียทั้งวัน กว่าจะกลับบ้านได้ก็ย่างพลบค่ำ จนนางหวั่นงานเลี้ยงที่จัดไว้ต้อนรับจะล่มไม่เป็นท่า

                “นอกจากอาหารรสเลิศจากแม่ครัวฝีมือดีที่ทาบทามมาเป็นกรณีพิเศษแล้ว ยังมีลิเกที่พ่อคุณของลุงมิ่งชอบอีกด้วยนะเออ”

                “แม่ครัวพิเศษเหรอครับ” เดวิโกนิ่วหน้าสงสัย ความแปลกใจในคำบอกว่าทาบทามแม่ครัวพิเศษมาทำอาหารเลี้ยงต้อนรับเขาสร้างความประหลาดใจให้มากกว่าการได้ยินว่าลุงกับยายจัดเตรียมการแสดงลิเก อันเป็นที่โปรดปรานของเขาไว้ต้อนรับเขาเสียอีก

                “ไปอาบน้ำเถอะลูก เดี๋ยวจะได้มาดูลิเกไปทานอาหารกันไปนะลูกนะ”

                เดวิโกจำต้องพยักหน้ารับเมื่อไม่มีใครให้คำตอบเขาเกี่ยวกับเรื่องที่สงสัย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเก็บมาใส่ใจอะไรมากมาย เพราะการที่ยายแฉล้มจ้างแม่ครัวมาทำอาหารก็ดีเหมือนกัน เขาไม่อยากให้ท่านต้องลำบากจัดเตรียมอะไรต้อนรับเขามากมายอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา

                ร่างสูงใหญ่รีบเดินเข้าบ้านไปเพื่ออาบน้ำชำระเหงื่อไคลก่อนที่จะลงมาสมทบกับมารดาและบรรดาญาติมิตรที่สนิทชิดเชื้อซึ่งบ้างรวมกลุ่มกันที่ลานหน้าบ้าน บ้างนั่งคุยกันในโถงห้องรับแขก ชายหนุ่มไม่แปลกใจที่มีผู้คนมากหน้าหลายตามารวมตัวกันในวันนี้ นั่นเพราะลุงมิ่งกับยายแฉล้มของเขาต้องการอวดโฉมหลานรักที่นานนับสิบปีเพิ่งได้ย่างกรายมาบ้านสวนนั่นเอง

พลันสายตาก็สบเข้ากับร่างระหงคุ้นตาของใครคนหนึ่งในชุดทำอาหารเดินผลุบหายเข้าไปตรงทางเชื่อมระหว่างโถงบ้านไปยังห้องครัว คิ้วเข้มขมวดน้อยๆ สองเท้าขยับจะก้าวตามไปดู แต่เจ้าของก็เปลี่ยนใจเดินขึ้นชั้นบนไปห้องพักส่วนตัวเพราะคิดว่าคงตาฝาดไปที่เห็นใครๆ กลายเป็นแม่สาวน้อยดวงตาชวนฝันคนนั้น

 

“คุณหนูกวางคะ อาหารนี่ยกออกไปได้เลยใช่ไหมคะ” เสียงทักถามดังมาอย่างต้องการคำตอบทำให้ปรารถนาที่กำลังสาละวนกับอาหารหวานเมนูสุดท้ายต้องชะงักมือแล้วหันไปมอง

“ยกออกไปเลยจ้ะ ส่วนของหวานกับผลไม้เดี๋ยวค่อยเสิร์ฟตอนที่ทุกคนเริ่มอิ่มจากอาหารคาวพวกนั้นแล้ว” สาวน้อยตอบก่อนหันไปสาละวนกับบัวลอยมะพร้าวอ่อนในหม้อต่อ ความจริงเธอไม่เห็นด้วยกับของหวานแบบนี้ในช่วงเวลาเย็นค่ำ แต่เจ้าของงานย้ำมาว่าหลานรักที่เลี้ยงต้อนรับโปรดปรานเป็นกรณีพิเศษ เธอจึงเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสุขภาพแทน

“กวาง...ทำอะไรอยู่ ใกล้เสร็จหรือยัง มีคนอยากยลโฉมแม่ครัวคนเก่งแน่ะ” เสียงใสของรุจิราดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏกาย ปรารถนาซึ่งจัดการกับขนมบัวลอยเสร็จพอดีหันมาคลี่ยิ้มกว้างให้เพื่อนรัก

“ทุกคนเริ่มอิ่มกันหรือยังน่ะรุจี กวางจะได้ให้เด็กยกขนมบัวลอยออกไปเลย” ปรารถนาถามไปอีกทางขณะเดินไปล้างมือที่อ่างน้ำใกล้ๆ

“เดี๋ยวค่อยยกออกไปก็ได้แต่ตอนนี้กวางต้องออกไปทานอาหารกับพวกเราก่อน”

“โอ๊ย! รุจี กวางชิมจนอิ่มไปหมดแล้ว อีกอย่าง...จะให้กวางออกไปนั่งร่วมโต๊ะกับทุกคนด้วยชุดแม่ครัวนี่น่ะเหรอ”

“ชุดไหนไม่สำคัญหรอก เพราะตอนนี้มีคนอยากยลโฉมแม่ครัวฝีมือเลิศกันจะแย่อยู่แล้ว”

“แต่ขนมนี่กวางต้องตกแต่งอีกหน่อยก่อนยกออกไปเสิร์ฟนะ” ปรารถนาไม่วายท้วง ไม่รู้เพราะอะไรวันนี้เธอถึงรู้สึกแปลกๆ ไม่ค่อยอยากออกไปปะปนกับแขกที่ถูกเชิญเข้ามาในงาน ทั้งที่เรื่องขาดความมั่นใจไม่ใช่วิสัยของเธอสักนิด และการที่คนลิ้มรสอาหารจะต้องการพบหน้าคนทำก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“ถ้างั้นก็ยกออกไปพร้อมกันนี่แหละ เพราะด้านนอกก็เริ่มมองหาอาหารหวานกันแล้วล่ะ”

เมื่อไม่อาจทัดทานได้ ปรารถนาจึงจัดการจัดเตรียมขนมบัวลอยมะพร้าวอ่อนพร้อมเสิร์ฟ สาวน้อยยกหม้อแบ่งเคลือบเงาสวยขนาดพอเหมาะไว้ในมือแล้วหันไปพยักหน้าเรียกลูกมือที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารออกไปเสิร์ฟแขกในงานให้ยกถาดที่เหลือตามออกไป รุจิรายิ้มกว้างอย่างพอใจก่อนหันมาพยักหน้าเชิญชวนเพื่อนรักให้เดินตาม

ปรารถนารู้สึกตื่นเต้นอย่างไรบอกไม่ถูก ทุกย่างก้าวประหนึ่งราวกำลังเดินขึ้นสู่เวทีประกวดอย่างไรอย่างนั้น แม้จะเคยผ่านการเป็นเชฟในงานเลี้ยงมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงเชฟฝึกหัดไม่ใช่ตัวหลักเช่นครั้งนี้

“แม่ครัวคนเก่งมาแล้วค่ะ” เสียงใสเปล่งออกไปก่อนจะปรากฏกาย สายตาทุกคู่จับจ้องมายังสาวน้อยในชุดแม่ครัวที่ในมือประคอง  หม้อแบ่งบัวลอยมะพร้าวอ่อน

“รุจีขอแนะนำนะคะ นี่กวางแม่ครัวคนเก่งที่ทำอาหารแสนอร่อยในค่ำคืนนี้ค่ะ” ปรารถนาโค้งศีรษะน้อยๆ คลี่ยิ้มหวานก่อนกวาดสายตามองไปยังทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ แล้วสาวน้อยก็ต้องชะงักงันเมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษร่างใหญ่ที่นั่งส่งสายตาจ้องมองมา ภาพความหลังเมื่อวันวานผุดพรายขึ้นมาเป็นฉากๆ วาจามาดร้ายที่เขาประกาศก้องยังดังกังวานราวเขาเพิ่งเปล่งเสียงออกมา

ด้านบุรุษที่นั่งวางท่าตีหน้านิ่งแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า แม่ครัวคนเก่งที่ยายแฉล้มทาบทามมาทำอาหารเลี้ยงต้อนรับเขาในวันนี้จะเป็นเธอ ถ้าอย่างนั้นหญิงสาวร่างระหงในที่เขาเห็นเมื่อตอนเดินเข้าบ้านเพื่อไปอาบน้ำก็เป็นเธอจริงๆ

“กวาง...ให้เด็กเอาขนมไปวางตรงโต๊ะนั่นก่อนเถอะ เดี๋ยวเราค่อยจัดเสิร์ฟ” รุจิราหันมากระซิบเมื่อเห็นเพื่อนรักเอาแต่ยืนนิ่งตะลึงงัน

“ฮะ รุจีว่าไงนะ” ปรารถนาทวนซ้ำเพราะไม่ทันฟัง ยามนี้เธออยากหายตัวได้เหลือเกิน ใครกันกล่าวไว้ว่า ยิ่งหนี ยิ่งเจอ เธออยากจะไปบอกให้เขาถอนคำกล่าวนั้นซะ มันจะได้ไม่มาเกิดกับเธอเหมือนในเวลานี้

“รุจีขอหม้อขนมนะ” รุจิรายื่นมือไปรับหม้อแบ่งแสนสวยแล้วยื่นให้เด็กรับใช้ที่มายืนรอรับแล้วหันมาสะกิดเพื่อนรักเมื่อเห็นยังคงยืนงง

“ตามรุจีมานี่เถอะ” จบคำก็ฉุดดึงมือแม่ครัวคนเก่งให้เดินตาม ปรารถนาอยากจะท้วงแต่ก็ไม่อาจทำได้จึงได้แต่เดินก้าวขาที่คล้ายจะอ่อนแรงตามเพื่อนรักไป

“กวาง...นี่คุณอาพิชชา คุณอาของเรา”

สาวน้อยได้แต่ยกมือกระพุ่มไหว้แล้วส่งยิ้มจืดเจื่อนให้ พยายามจะไม่เลื่อนสายตาเลยไปทางคนวางอำนาจที่นั่งอยู่ด้านข้างหญิงวัยกลางคนที่เพื่อนรักเรียกว่าอา

“เรานั่นเอง ฉันนึกว่าใครที่ไหนเสียอีก อาหารมื้อนี้อร่อยมากจ้ะ” คุณสุพิชญายิ้มอ่อนโยนยามเอ่ยคำชม ดวงตาคู่หวานจับจ้องหญิงสาวคราวลูกด้วยความเอ็นดู              

“ขอบพระคุณค่ะ” ปรารถนายกมือไหว้อีกครั้ง คราวนี้สาวน้อยฉีกยิ้มกว้างด้วยความเต็มใจ อย่างน้อยคุณอาของเพื่อนรักก็ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ผิดกันกับผู้ชายบ้าอำนาจที่นั่งแผ่รังสีอำมหิตมายังเธอนั่น นึกแล้วก็อยากใส่ยาพิษลงในโถบัวลอยให้ตายดับไปซะ

“กวาง...นั่นพี่หนึ่งเดียว คุณเดวิโก หนึ่งเดียว เวนนิส พี่ชายเราเอง”

ครั้งนี้ปรารถนาแทบไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง ผู้ชายที่เธอนึกสาปแช่งกลายเป็นญาติผู้พี่ของเพื่อนรักเธอ เขาไปเกี่ยวดองกันตั้งแต่ตอนไหน มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่และบ้าอำนาจอย่างเขากลายเป็นลูกพี่ลูกน้องเพื่อนสนิทเธอเสียอย่างนั้น

“ทำไมมองหน้ารุจีแบบนั้นล่ะ” รุจิรากระซิบเมื่อเห็นสายตาบ่งบอกความกังขาของเพื่อนรัก

ปรารถนาอยากจะออกปากถามแต่เลือกเก็บงำความสงสัยเอาไว้ รอให้อยู่กันสองคนก่อนเถอะ เธอจะซักฟอกรุจิราให้ขาวสะอาดยิ่งกว่า ซักผ้าด้วยน้ำยาซักผ้าขาวเลย

“สวัสดีค่ะ” ปรารถนาหันมายกมือไหว้อย่างเสียมิได้ แม้จะมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน แต่ต่อหน้าผู้ใหญ่เธอจะทำตัวขวางโลกไม่ได้

เดวิโกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบจับจ้องดวงหน้าหวานนิ่ง ใจนึกอยากออกปากชมคนทำอาหารรสเลิศ แต่ยามเอ่ยคำริมฝีปากหยักร้ายกลับเปล่งวาจาน่าหมั่นไส้แทน

“ขอบคุณนะสำหรับอาหารแสนอร่อยมื้อนี้ แต่ตอนนี้ฉันอยากชิมบัวลอยของโปรดแล้วล่ะ อยากรู้ว่าคนทำจะทำได้อร่อยถูกใจไหม”

ปรารถนาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงเข้มกังวานเปล่งสำเนียงไทยชัดถ้อยชัดคำ เขาเป็นลูกครึ่งเธอไม่แปลกใจ แต่ที่เขาสามารถสื่อสารภาษาของมารดาตัวเองได้ราวเติบโตในเมืองไทยทั้งที่เติบใหญ่ในต่างประเทศทำให้เธอทึ่งยิ่งนัก

“แปลกใจอะไร ทีเธอยังพูดได้ตั้งสี่ภาษา แล้วคิดว่าคนอื่นเขาจะทำไม่ได้อย่างเธออย่างนั้นเหรอปรารถนา”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” ปรารถนาไม่รู้จะพูดอะไรมากกว่านั้น อยากส่งค้อนให้สักวงใหญ่ แต่ก็ไม่อาจทำได้ ดังนั้นเมื่อพูดจบจึงปลีกตัวมาจัดการตักบัวลอยใส่ถ้วยเพื่อจัดเสิร์ฟให้คนร้องบอกอยากชิม ใจนึกแต่อยากไปให้พ้นๆ ดวงตา    วิบวับคู่นั้น

เดวิโกซ่อนรอยยิ้มพึงพอใจไว้ภายใต้ท่าทีอมยิ้มน้อยๆ ดวงตาคมกริบจับจ้องทุกย่างก้าวของปรารถนาที่เลี่ยงไปจัดการบัวลอยของโปรดเขา สายตาคมมองเม็ดกลมๆ หลากสีที่ลอยอยู่ในถ้วยน้ำกะทิสีขาวนวล มีเนื้อมะพร้าวอ่อนโรยหน้าพร้อมตกแต่งมุมถ้วยดอกมะลิสีขาวสะอาดตาส่งกลิ่นหอมคลอเคล้าชวนให้น่ารับประทาน

“บัวลอยนี่กวางใส่ผลไม้นวดผสมลงไปเพื่อให้หลากสีและเป็นการลดปริมาณแป้งสังเคราะห์ไปในตัวค่ะ ส่วนรสหวานใช้สารให้ความหวานในปริมาณพอเหมาะทดแทนน้ำตาลที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นทุกคนทานได้ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้อ้วนนะคะ”

ปรารถนาอธิบายหลังจากจัดการเสิร์ฟหมดทุกคนแล้ว คุณสุพิชญายิ้มพึงพอใจกับผลงานของปรารถนา ดวงตาคู่หวานเต็มไปด้วยความชื่นชมในตัวหญิงสาวคราวลูก ถึงขนาดนี้แล้วบุตรชายของนางจะทำเมินเฉยปล่อยให้เพชรน้ำงามหลุดลอยไป เธอก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

เดวิโกยิ้มมุมปากคล้ายจะเยาะอยู่ในที แม้จะไม่มีวาจาร้ายกาจใดๆ เล็ดลอดออกมา แต่ปรารถนาก็รู้สึกขวางหูขวางตากับท่าทีนั้น สาวน้อยจึงไม่ทันได้เห็นดวงตาคมกล้าเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจหลังจากได้ลิ้มรสบัวลอยคำแรก

“ขอให้ทุกคนอิ่มอร่อยกับอาหารมื้อนี้นะคะ กวางขอตัวเข้าไปดูความเรียบร้อยในครัวก่อนค่ะ” จบคำสาวน้อยก็เลี่ยงหลบออกมาโดยไม่รีรอให้ใครได้ทักท้วง รุจิราขยับจะติดตามไปแต่คุณสุพิชญาส่งสัญญาณปรามไว้เสียก่อนด้วยรู้สึกว่าปรารถนาไม่ใคร่อยากจะเผชิญหน้ากับบุตรชายที่รักของเธอเท่าไรนัก อะไรบางอย่างในสายตาของคนทั้งคู่ทำให้เธอนึกสงสัย เสร็จสิ้นจากมื้ออาหารนี่ เธอจักต้องคาดคั้นเอากับบุตรชายให้จงได้!

 

“รุจีมานี่เลย เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“มีอะไรเหรอกวาง ทำหน้าซีเรียสเชียว” รุจิราทำหน้าเหรอหรา เธอกำลังจะไปหาผู้เป็นย่าตามคำสั่งแต่ต้องชะงักเท้าหยุดยืนคุยกับเพื่อนรักเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางคาดคั้น

“รุจีกับเขาเป็นญาติกัน ทำไมไม่บอกกวาง” ปรารถนายิงคำถามทันทีไม่รีรอให้ค้างคาใจอีกต่อไป รุจิราขมวดคิ้วงุนงงอย่างไม่เข้าใจคำถาม

“กวางเป็นอะไร โกรธอะไรเราน่ะ เรากับพี่เดียวเป็นญาติกันมันมีอะไรผิดปกติเหรอกวาง รุจีงง”

“ผิดสิ ผิดที่...” ปรารถนายั้งวาจาไว้ก่อนที่จะพรั่งพรูความชิงชังในตัวญาติผู้พี่ของเพื่อนรักออกไป สาวน้อยเพิ่งตระหนักได้ว่าเธอเองก็ไม่เคยเล่าให้รุจิราฟังมาก่อนว่าก่อนจบการศึกษานั้น เธอไปฝึกงานที่ไหนและได้พบเจออะไรมาบ้าง

“ย่าเรียกหาไม่ใช่เหรอ รุจีไปเถอะ เดี๋ยวกวางจะกลับขึ้นห้องอาบน้ำนอนแล้วล่ะ”

“กวางไม่เป็นอะไรใช่ไหม” รุจิราถามอย่างห่วงใย ปรารถนามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่เจอหน้าชายหนุ่มผู้พี่ของเธอแล้ว ไม่ใช่เธอไม่สังเกตเห็น แต่คิดว่ารอให้อยู่กันแค่สองคนก่อนเธอถึงจะถามไถ่ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เพื่อนรักของเธอมีทีท่าแบบนั้น

“เปล่า กวางแค่เหนื่อยน่ะ ไม่ได้เป็นอะไร กวางขอตัวก่อนนะ” จบคำปรารถนาก็เดินเลี่ยงออกมาจากในครัว ทิ้งให้รุจิรามองตามอย่างกังขา บางทีหลังจากเสร็จสิ้นจากงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ และปล่อยให้ปรารถนาได้พักสักหน่อย เธออาจต้องค่อยๆ ถามไถ่เพื่อนรักอีกครั้ง

ด้านปรารถนาที่เดินจ้ำอ้าวออกจากครัวมา ด้วยไม่อยากออกไปร่วมวงเสวนากับคนบ้าอำนาจที่เธอเห็นเขานั่งหัวเราะร่าเริงอยู่กับบุพการีของเพื่อนรัก ดังนั้นด้วยมัวแต่คิดจะหลบหลีกกลับขึ้นห้องพักจึงไม่ทันสังเกตว่าใครคนนั้นที่เธอต้องการหนีหน้า เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วในเวลานี้ และทันทีที่ร่างระหงเดินผ่านมุมห้องตรงรอยต่อระหว่างทางเชื่อมระหว่างตัวบ้าน สาวน้อยก็ต้องอุทานเบาๆ อย่างตกใจเมื่อชนเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ กวางไม่ทันระวัง”

“มัวแต่คิดจะหนีหน้าฉันจนเดินไม่ดูทางเลยหรือไงแม่กวางน้อย หึหึ”

“คุณ!” ปรารถนาตาโตเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เธอเดินชนแจ่มชัด สาวน้อยรีบถอยกรูดออกมาทันทีแต่ก็ยังช้ากว่าฝ่ามือใหญ่ที่คว้าข้อมือน้อยของเธอไว้มั่นก่อนออกแรงดึงเบาๆ แต่กลับทำให้ร่างระหงถลาเข้าสู่อ้อมอกอุ่นได้ง่ายดาย

“กรี๊ด...อุ๊บ!” เสียงกรีดร้องหายไปทันทีที่ริมฝีปากอิ่มถูกฝ่ามือใหญ่ประกบปิดแนบแน่น

“อย่าคิดจะร้อง ไม่อย่างนั้นฉันจะใช้ปากฉันปิดปากเธอแทนมือนี่ เข้าใจไหม”

สิ้นเสียงข่มขู่ปรารถนาก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักยืนตัวแข็งในวงแขนแกร่งที่รึงรัดเธอเสียจนแนบแน่น สาวน้อยพยายามเบี่ยงตัวหลบหลีกไม่ให้ทรวงอกนุ่มหยุ่นบดเบียดกับแผงอกกว้างภายใต้เสื้อยืดเนื้อดีนั้น เธอทำเวรทำกรรมอะไรไว้ เขาถึงได้ตามติดจองเวรกับเธอไม่ว่างเว้นแบบนี้

“เธอรู้ว่าฉันกับรุจีเป็นญาติกันและฉันจะมาที่นี่ใช่ไหม ถึงได้ตามมาดักรอถึงที่บ้านสวนนี่น่ะฮึ”

ปรารถนาเบิกตากว้าง สาวน้อยอยากตะโกนใส่หน้าเขาใจจะขาด แต่ติดที่ริมฝีปากนุ่มนิ่มยังคงถูกฝ่ามือใหญ่ประกบปิดแน่นจึงทำได้แค่ถลึงตาใส่เขาเท่านั้น

“อยากได้งานมากสินะ ถึงลงทุนใช้เส้นขนาดนี้ หึหึ โอ๊ย!

เสียงหัวเราะในลำคอเปลี่ยนเป็นอุทานร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆฝ่ามือใหญ่ก็ถูกคนในอ้อมกอดกัดเข้าอย่างจัง เจ้าของวงแขนแกร่งสะบัดมือออกด้วยความเจ็บปวด ปรารถนาจึงได้โอกาสเหมาะสลัดตัวออกจากการเกาะกุมอย่างรวดเร็ว

“ฉันยอมรับว่าฉันเคยอยากได้งานนั้น แต่วันนี้ฉันขอยืนยัน ต่อให้เหลือโรงแรมคุณเป็นที่สุดท้าย ฉันขออดตายดีกว่าทำงานให้กับคนมักมากอย่างคุณ”

“มันจะมากไปแล้วนะสาวน้อย เธอกล่าวหาฉัน!

“ทำไมคะ คนอย่างคุณโดนด่าบ้างไม่ได้เหรอคะ ทีคุณยังกล่าวหาฉันได้อย่างไม่อายปากเลยนี่คะ”

“ฉันขอให้เธอลบคำสบประมาทนั่นซะ”

“ไม่! ฉันไม่จำเป็นต้องทำตามคำขอร้องของคุณ เอ๊ะ! ไม่สินะ อย่างคุณคงดีแต่ออกคำสั่งต่างหาก”

“อยากลองดีใช่ไหม! ได้!

“ว้าย! คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ ช่วย! อื้ม!!” เสียงหวานขาดหายไปก่อนที่เจ้าของจะทันได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือทุกอย่างช่างรวดเร็วเสียจนคนอยากลองดีไม่ทันตั้งตัว สาวน้อยไม่คิดว่าเขาจะถือดีกระทำหยามหมิ่นเธอเช่นนี้ ทั้งที่เธอเป็นเพื่อนรักของญาติผู้น้องของเขาเป็นแขกของญาติผู้ใหญ่ที่เขาเคารพนับถือ

ดวงตาคู่หวานเบิกกว้างด้วยความตกใจกับการจู่โจมจาบจ้วงริมฝีปากอิ่มพยายามเม้มเข้าหากันไม่ยินยอมให้เขาล่วงล้ำได้โดยง่าย แต่ทว่าสาวน้อยด้อยประสบการณ์เช่นเธอหรือจะหาญสู้ผู้ชายมากประสบการณ์เช่นเขาได้ เพราะไม่เพียงแต่ริมฝีปากร้ายเท่านั้นที่ตรงเข้าคุกคาม แต่คนย่ามใจยังส่งฝ่ามือใหญ่โลมไล้ไปทั่วทั้งเรือนกายอย่างไม่คิดยำเกรงใครหน้าไหนทั้งสิ้น

คนไม่ประสาไม่เคยต้องมือชายใดถึงกับขนลุกซู่กับสัมผัสแปลกใหม่ ทั้งที่พยายามต่อต้านและไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ปรารถนาก็ไม่อาจบังคับตัวเองไม่ให้หวามไหวไปกับรสสัมผัสตรึงตราใจนั้น

ในที่สุดริมฝีปากพริ้มเพราก็ถูกรุกรานโดยง่ายเมื่อฝ่ายต่อต้านเผลอแย้มริมฝีปากยามไม่อาจทัดทานอารมณ์หวามไหวที่ก่อเกิดกลางกายได้ ปลายลิ้นร้อนไม่รอช้ารีบชำแรกผ่านรอยแยกของกลีบปากนุ่มนิ่มตรงเข้ากวาดไล้ลิ้มลองความหวานล้ำแสนชุ่มฉ่ำใจนั้น ยิ่งจูบเดวิโกก็ดูเหมือนยิ่งถูกดึงดูดลงสู่ห้วงเสน่หา จูบผู้หญิงมาก็มากแต่ไม่เคยจูบใครแล้วให้ความรู้สึกหวานล้ำแบบนี้ หวานเสียจนซีอีโอหนุ่มรู้สึกว่าเขาคงจะขาดใจตายหากจูบครั้งนี้ต้องยุติลง

ฟากปรารถนาเองก็ไม่ต่างกัน สาวน้อยครางผะแผ่วกับจูบแรกในชีวิตสาว ความรู้สึกของเธอยามนี้ราวลมหายใจจะปลิดปลิวเสียให้ได้ เธอไม่คิดว่าเพียงแค่จูบจะสร้างความรู้สึกประหลาดล้ำได้มากมายถึงเพียงนี้ ที่สำคัญมันเป็นจูบที่เธอไม่เต็มใจสักนิดแต่หัวใจดวงน้อยของเธอกลับพลิ้วไหวจนกายสาวสั่นสะท้านราวดอกไม้แย้มกลีบแบ่งบานรับสายลม แต่แล้วความหอมหวานอบอวลก็มลายหายไปชั่วพริบตา เมื่อจู่ๆ ร่างน้อยก็ถูกผลักไสออกห่างอย่างไม่ใยดีซ้ำคนรุกรานยังใช้สายตาหยามหยันมองมาราวเธอเป็นผู้หญิงไร้ค่า

“จำให้ขึ้นใจ คนอย่างฉันไม่ยอมให้ใครด่าฟรี” จบคำกระซิบจากน้ำเสียงห้วนกร้าว สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นทันที

เพียะ!!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นจนเจ้าของฝ่ามือน้อยที่ยกขึ้นฟาดลงบนแก้มสากเกิดอาการหวั่นผวา ความรักเกียรติและศักดิ์ศรีทำให้เธอหาญกล้าตอบโต้กลับไป แม้อีกฝ่ายจะจับจ้องมองมาด้วยสายตาขุ่นเขียวแต่เธอก็ไม่พรั่นพรึง

“ฉัน...ก็ไม่เคยปล่อยให้ใครรุกรานฝ่ายเดียวเหมือนกัน เรื่องวันนี้ฉันจะลืมมันซะ ถือว่าทำทานให้คนมักมากอย่างคุณ แต่ถ้าคิดจะรุกรานฉันอีก เราจะได้เห็นดีกัน” จบคำประกาศก้องเจ้าของร่างอรชรก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว เดวิโกได้แต่ยืนขบกรามแน่น นึกก่นด่าตัวเองในการกระทำแสนหยาบช้าและเจ็บใจที่ไม่อาจตอบโต้เอาคืนคนที่ตบหน้าเขาเป็นครั้งที่สองได้ เพราะภายใต้ท่าทีถือดีนั้นเขาเห็นธารน้ำตาเอ่อคลอจนแทบจะล้นทะลักออกมาจากสองดวงตาคู่งาม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่ะ"

รินวรส นางแมว


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha