ร่านเสน่หา ปีศาจจิ้งจอก

โดย: เกศิรา



ตอนที่ 1 : บทนำ


ตอนต่อไป



ณ หุบเขากลางป่า ที่โอบล้อมด้วยกำแพงไม้ไผ่สูง หมู่บ้านเรียงรายนับสิบหลังก่อสร้างด้วยไม้ หิมะขาวโพลนเกาะตามหลังคา และต้นท้อทั่วทั้งบริเวณ นางจิ้งจอกถูกนำมาขังไว้ในเรือนพัก ที่ด้านในขัดด้วยไม้เป็นคุกเล็ก ๆ นางเห็นสตรีนางหนึ่งนอนสลบอยู่อีกห้อง สตรีผู้นั้นยังหลับต่อเนื่อง เหมือนไม่รับรู้การมาของนางแม้แต่น้อย

'สวี่เฮ่อ' ถูกวางยาก่อนลักพาตัวมาจากขบวนส่งสินค้า นางคือผู้ติดตามคุณหนูหยางเซียน ฮูหยินตระกูลเยี่ย ซึ่งบัดนี้ไม่รู้ว่าคุณหนูของนางเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไร นางฟื้นขึ้นมาแล้วเอาแต่ร้องไห้สามวันสามคืนจนสลบไป และไม่ตื่นมาหลายชั่วยาม แต่เมื่อสวี่เฮ่อฟื้นกลับพบร่างอรชรของสตรีเลอโฉมผู้หนึ่งที่ถูกขังอยู่พร้อมกับนาง อาภัพนักที่นางผู้นั้นงามล้ำดังเทพธิดาแต่กลับพูดไม่ได้

“ชีวิตเจ้าน่าสงสารยิ่งกว่าข้าเสียอีก งามเช่นนางพญาหงส์แต่กลับเป็นใบ้ ไม่ต่างจากนกไร้ปีก หงส์ไร้หางรำแพน” สวี่เฮ่อจ้องหน้าขาวหมดจดดุจจันทราด้วยสายตาเวทนา 

จิ้งจอกสาวมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของสตรีที่มีชะตาไม่ต่างกับนาง ด้วยหัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง

'มนุษย์ย่อมมีดีมีร้ายปะปนกันไป โชคไม่ดีของนางเอง ที่ไปประสบพบเจอคนชั่วช้าเหล่านั้น' 

จิ้งจอกสาวมองสตรีในชุดสีชมพูอ่อนปักลายดอกชบาสีม่วงด้วยความแปลกใจ เหตุใดนางผู้นี้ถึงโดนจับมา หรือนางก็ไปมีเรื่องกับชายพวกนั้นเช่นเดียวกัน แม้สตรีนางนี้จะไม่งามเด่นสะดุดตา แต่ก็ถือว่าไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ บุรุษป่าเถื่อนจับสตรีมาขังไว้เพราะเหตุใดกัน

ไม่นานก็มีร่างใหญ่เดินเข้ามา ใบหน้าเหี้ยมน่ากลัว หรี่ตามองสองสตรีที่นั่งอยู่ ก่อนยกยิ้มร้าย

“เจ้าทั้งสองโชคดี ที่มีหอนางโลมต้องการตัวพวกเจ้า” โบกกุญแจเล็กในมือไปมา ก่อนก้มมองใบหน้างดงามของสตรีมาใหม่

“เจ้านี่มันงามยิ่งนัก ข้ายังไม่เคยเห็นสตรีนางใดงามเยี่ยงเจ้ามาก่อน พวกข้าคงขายเจ้าได้หลายตำลึง” ยกยิ้มแล้วเดินไปหาอีกหนึ่งสตรี

“ส่วนเจ้ากี่อีแปะก็ต้องเอา” เขาเค้นหัวเราะ “ข้าจับเจ้ามาเพราะทำทีเป็นดักปล้น แต่รู้ไหมว่ามีคนจ้างวานให้พวกข้าทำเช่นนั้น!”

“ผู้ใดกัน!” สวี่เฮ่อตาลุกวาวด้วยความตกใจ อะไรกัน... ผู้ใดช่างกล้าทำกับคุณหนูของนางได้ถึงเพียงนี้

“เจ้าเดาไม่ออกรึ ว่าผู้ใดที่อยากสังหารคุณหนูของเจ้า!” เสียงเหี้ยมยังกล่าววาจาเชือดเฉือน

“หมายความว่า! คุณหนูข้า!” สวี่เฮ่อเอ่ยทั้งน้ำตา

“ใช่ นางถูกพวกข้าสังหารแล้ว เมื่อห้าวันก่อน” 

เขายกยิ้มร้าย ช่างโหดเหี้ยมเกินมนุษย์!

“พวกเจ้ามันช่างชั่วช้ายิ่งนัก ทำกับผู้หญิงไม่มีทางสู้ได้เยี่ยงไรกัน ไอ้พวกต่ำช้า!” นางสะอื้น ในใจดาลเดือดไปด้วยความโกรธและความเสียใจ

“ก็คุณชายตระกูลเยี่ย สามีนางอยากกำจัดฮูหยิน ข้าก็แค่ทำตามคำสั่ง ถ้าจะโกรธก็ต้องโกรธที่คุณหนูเจ้ามีตาหามีแววไม่ เลือกสามีไม่ดีเอง!” พลางยกยิ้มร้าย

“เจ้าจะบอกว่าคุณชายตี้หยางวางแผนลอบสังหารคุณหนูของข้างั้นรึ นางเพิ่งอายุได้เพียงสิบหกเองนะ ทำไมเขาช่างใจร้ายใจดำเช่นนี้” สวี่เฮ่อร้องไห้ปานจะขาดใจ นางจะกล้าสู้หน้านายท่านและฮูหยินฟ่งได้เยี่ยงไร คำถามในใจนางผุดขึ้นมาอย่างสงสัยว่าเพราะเหตุใด คุณชายเยี่ยตี้หยางถึงทำเช่นนั้นกับฮูหยินของตน ก่อนนึกขึ้นได้ถึงสาวใช้ที่ติดตามเขา แววตานางที่มองคุณหนูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย สาวใช้ผู้นั้นคงมีความสัมพันธ์ลับกับเยี่ยตี้หยางอย่างแน่นอน

ยิ่งคิดยิ่งน่าสงสารคุณหนูของนางเพิ่งแต่งเข้าบ้านสกุลเยี่ยได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น บัดนี้นางไร้ซึ่งลมหายใจแล้วหรือ

จิ้งจอกสาวจ้องมนุษย์ทั้งสองอย่างผิดหวัง นางคิดผิดเสียจริงที่มายังเมืองมนุษย์ เพราะมนุษย์ร้ายกว่าที่นางคิดไว้เป็นร้อยเท่าพันเท่า ไม่แปลกใจเลยที่ฝูงจิ้งจอกขาวต่างกลัวเกรงและรังเกียจมนุษย์เหล่านี้


สี่ราตรีต่อมา นางจิ้งจอกและสวี่เฮ่อ ถูกส่งมายังเมืองที่ห่างไกลจากเมืองหลวงหลายร้อยลี้อย่างเมืองเป่ยเปี้ยนซ่าง ที่นี่เป็นแหล่งค้าขายอันดับหนึ่ง เนื่องจากการขนส่งทางเรือที่สะดวก แม่น้ำหลายสายติดกับหัวเมืองต่าง ๆ ถือเป็นเมืองท่าที่เจริญที่สุดอีกแห่งหนึ่ง แหล่งซื้อขายสตรีและหอนางโลมมีให้เห็นจนดาษดื่น การขนย้ายหญิงสาวในกรงไม้หนาจึงเป็นเรื่องชินตา สตรีเหล่านั้นส่วนมากคือพวกทาสหรือเชลยสงคราม แต่หญิงสาวในกรงขังผู้นี้สร้างความแตกตื่นให้กับคนในเมืองจนคึกคัก

“งามยังกับเทพเซียนก็ไม่ปาน” 

“สตรีสกุลไหน ไยถึงโดนจับมาขาย”

“พวกโจรเดี๋ยวนี้จับคุณหนูตระกูลใหญ่มาขายแล้วรึ มันช่างกล้านัก”

“งามล้ำขนาดนี้อยู่หอไหน ข้าจะไปเป็นลูกค้าประจำ”

หลากหลายคำกล่าว ที่นางจิ้งจอกยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่นางรู้ดีว่าพวกเขากำลังกล่าวถึงนาง สายตาผู้คนจับจ้องนางเหมือนสิ่งแปลกประหลาด นางทั้งกลัวทั้งลนลาน จนอยากย้อนเวลากลับไปเป็นจิ้งจอกขาวบนเขาไท่ซานอีกครั้ง 

ปลายทางคือหอควางไค่ ซึ่งเป็นหอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองเป่ยเปี้ยนซ่าง บุรุษมักเรียกที่นี่ว่าหอชมจันทร์ สาวงามที่นี่งามดังดวงจันทราล้วนทั้งสิ้น 

ผู้คนต่างฮือฮาในการมาของนางจิ้งจอก สตรีในชุดผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินตรงชายผ้า ใบหน้านางงามล้ำทั้งจมูกคิ้วตาที่โดดเด่น เหมือนเทพสวรรค์สรรค์สร้างแต่งแต้มนางขึ้นมาไม่มีผิด

นางจิ้งจอกถูกพาไปชำระล้างคราบสกปรก สาวใช้ในหอหลายคนมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รูปร่างอรชรอวบอิ่มได้รูปจนน่าอิจฉา แต่อนิจจานางเป็นใบ้ รอยแผลที่มือและเท้าได้รับการดูแลจากหมอหญิงที่มาบริการถึงในห้อง

หมอหญิงแปลกใจ ไยนางถึงพูดไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่หูนางก็ปกติ ลิ้นนางก็ไม่ได้สั้นหรือมีสิ่งใดที่ขัดขวางการพูดของนาง แต่เพราะถามเท่าใดนางก็มิอาจตอบกลับ จึงจนปัญญาจะรักษานางผู้นี้ได้

สตรีในชุดสีชมพูอ่อน ปักลายผ้ารูปดอกเหมยสีม่วงเดินออกมาจากชั้นสอง มาหยุดยืนตรงลานแสดง ผู้คนต่างจับจ้องนางไม่วางตา

“นางผู้นี้... คือหนึ่งสาวงามใหม่ของหอควางไค่ คืนนี้พวกท่านจะได้ยลโฉมนางจากการประมูล!” เป็นปกติของหอแห่งนี้ หญิงสาวมาใหม่จะถูกประมูล เพื่อเรียกเงินตราให้ได้คราละมาก ๆ สตรีที่ถูกนำมาขาย มักไม่เคยต้องมือชายใดมาก่อน จึงเป็นที่โปรดปรานของบุรุษในเมืองเป่ยเปี้ยนซ่างเป็นอย่างมาก เหล่าขุนนางและคุณชาย รวมถึงพ่อค้ามีฐานะมักมาร่วมงานประมูลนี้ไม่เคยขาด สตรีบางรายเป็นที่ต้องตาต้องใจ และปรนนิบัติเหล่าขุนนางจนพวกเขาพออกพอใจ ก็มีการซื้อขายเข้าไปเป็นน้อยในบ้านขุนนางนั้นเลยก็มี

บรรยากาศการประมูลเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะคนจากจวนเจ้ากรมต่าง ๆ ที่หาหญิงไปบำเรอให้เจ้านายทั้งหลาย สู้ราคากันอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างไม่มีใครยอมใคร พ่อค้าและคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ต่างล่าถอยตั้งแต่ห้าร้อยตำลึงเงิน การประมูลนางโลมผู้นี้ ขึ้นไปถึงสามร้อยชั่ง ซึ่งเป็นเงินมากโขจนสามารถซื้อจวนหนึ่งหลังได้

แม่เล้าถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน นึกไม่ถึงว่าราคานางผู้นี้จะมากมายถึงเพียงนี้ ไม่เคยมีใน ประวัติการณ์ของหอนางโลมควางไค่มาก่อน 

'ไม่ได้การล่ะ นางทำเงินขนาดนี้คงปล่อยเป็นนางบำเรอให้ขุนนางบ้านไหนไม่ได้' รอยยิ้มร้ายกระตุกบนใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ

สุดท้ายแม่เล้าก็มอบนางให้เจ้ากรมการคลังหวังจิ้งเซี่ย ซึ่งมีเรือนพักรับรองที่เมืองนี้โดยเฉพาะ หวังจิ้งเซี่ยมักมาพักผ่อนคลายเครียดในทุก ๆ เดือน และเขามักซื้อนางคณิกาที่มีชื่อในหอมาระเริงความสุขทุกค่ำคืน แต่คงไม่มีครั้งไหนจ่ายแพงเท่าครั้งนี้เป็นแน่แท้


ในเรือนพักรับรอง ที่มีเพียงห้องสองหลังใหญ่ แตกต่างจากจวนใหญ่ในเมืองหลวงที่มีลักษณะซื่อเหอย่วน นางจิ้งจอกถูกลากมายังห้องนอนก่อนถูกมัดมือมัดเท้า เหตุเพราะนางขัดขืนมาตลอดทาง เตียงสี่เสายึดทั้งแขนและขานางจนนางได้แต่ดิ้นรน

หวังจิ้งเซี่ยเดินเข้ามาในห้องด้วยเนื้อผ้าบางเบาหละหลวม ชายวัยสามสิบสี่ยิ้มกว้างอย่างถูกอกถูกใจกับเทพธิดาตรงหน้า จากใบหน้านางผู้นี้คงอายุราวสิบหกสิบเจ็ดเห็นจะได้ ใบหน้านวลขาวอมชมพูมองเขาด้วยความกลัว ปลุกอารมณ์คึกในกายให้ลุกโชน เขานั่งบนเตียงไม้ก่อนมือสากหนาจะลูบไล้ใบหน้างาม 

“เจ้าจะกลัวไปไย อีกไม่นานเจ้ากับข้าก็จะได้มีความสุขร่วมกัน” กระตุกยิ้มหื่นกระหาย ปากหนาระดมจูบทั่วใบหน้านวล ก่อนเลื่อนมายังซอกคอระหง ริมฝีปากหนาลงมาบดบนหน้าอกอวบที่ปิดบังด้วยผ้าหนา มือใหญ่ปลดสายคาดเอวนาง แล้วสะบัดผ้าชั้นนอกทิ้ง ผ้าซับในผืนบางขาวค่อย ๆ ถูกเขาปลดออกทีละชิ้น 

นางจิ้งจอกใช้ศีรษะโขกที่ใบหน้าเขาเต็มแรง จนอีกฝ่ายเซ เลือดสีแดงสดไหลออกจากจมูกโด่งเป็นทางยาว

“เจ้า! นางผู้หญิงชั้นต่ำ กล้าดีเยี่ยงไรมาทำร้ายขุนนางอย่างข้า” เขาลุกขึ้นชี้หน้านางคณิกาใหม่อย่างเดือดดาล แล้วใช้มือหนาตบไปที่แก้มเนียนอย่างแรง เลือดไหลซึมติดริมฝีปากบาง แก้มขาวแดงฉานเป็นรอยฝ่ามือ

หวังจิ้งเซี่ยปาดเลือดด้วยความโมโห ก่อนกระชากเสื้อผ้านางขาดกระจุย 

“ในเมื่อเจ้าไม่ชอบไม้อ่อน ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำดีกับเจ้า!” ใบหน้าที่มีหนวดเคราขึ้นใหม่ ก้มลิ้มรสหวานจากกายขาวนวลอย่างรุนแรง มิมีความปรานีสตรีผู้นี้แม้สักนิด

นางจิ้งจอกรวบรวมพลังที่มีกระชากจนเชือกข้อเท้าขาด นางถีบร่างใหญ่กระเด็นไปอัดกับเสา ร่างใหญ่สลบในทันที เพราะพละกำลังนางมิใช่ธรรมดา

เสียงดังโครมครามจากด้านใน ทำเอาคนรับใช้วิ่งมาออที่หน้าประตู 

“นายท่านเกิดอะไรขึ้นขอรับ!”

แต่ด้านในกลับเงียบสนิท ร่างเล็กกระชากเชือกขาดอีกเส้น ก่อนเส้นที่มือซ้ายจะหลุดมาทั้งแผงพร้อมเสาและไม้หัวเตียง เป็นเวลาเดียวกับคนใช้หนุ่มห้าชีวิตพังประตู แล้วกรูเข้ามาทำร้ายนางพร้อมดาบในมือ

“นายท่าน!” ชายผู้หนึ่งรีบเข้าไปประคองร่างเปลือยท่อนบนที่นอนแน่นิ่งกับพื้น ส่วนที่เหลือไล่ฟันนางที่ยังไม่หลุดพ้นพันธนาการทั้งหมด

ฉัวะ!

ดาบหนึ่งฟันเกือบโดนแขนนาง ดีที่นางหลบทัน 

ฉัวะ!

ดาบนี้ตั้งใจฟันขานางแต่พลาดไปตัดเชือกขาด 

นางจิ้งจอกรีบหนีออกไปทางประตูที่เปิดกว้าง มองซ้าย มีคนจำนวนหนึ่งวิ่งถืออาวุธมาทางนาง ด้านหลังก็วิ่งกรูเข้ามาอย่างเร็ว นางวิ่งไปทางขวาโดยไม่รู้ว่ามันจะพานางไปไหน ทางจะตันหรือไม่ 

สุดทาง... เป็นกำแพงหนา นางรีบกระโดดเกาะกำแพงแล้วปีนหนี จังหวะที่นางยืนอยู่เตรียมกระโดดให้พ้นจวนน่ากลัวแห่งนี้... 

ฉึก!

ลูกธนูจากที่ไหนไม่รู้ทิศทางยิงปักตรงไหล่นางเต็ม ๆ เลือดไหลเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าจนแขนนางอาบไปด้วยเลือดสีแดงสด... 

ร่างเล็กมือไม้สั่นด้วยความเจ็บปวด เลือดยังคงไหลไม่หยุด เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นอาบเลือด บัดนี้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าของชาวบ้านที่นางขโมยมา ก่อนตัดสินใจกลับไปยังเขาไท่ซาน แต่นางไม่รู้ว่าจะทนพิษบาดแผลได้นานสักเพียงใด หากนางรู้วิธีใช้พลังวัตรหนึ่งพันปีที่มีได้คงจะดีมิใช่น้อย... 


มือหนาของบุรุษร่างใหญ่หยิบเสื้อผ้าเปื้อนเลือดขึ้นมา จ้องพินิจอยู่ครู่หนึ่งก็มั่นใจ ว่าคือร่องรอยสตรีที่เขาตามล่าอยู่เป็นแน่

“ต้องเป็นนางคณิกาผู้นั้นไม่ผิดแน่ นางคงไปไหนได้ไม่ไกล รีบตามหานางให้พบ จะเป็นหรือตายก็ต้องเอาตัวนางกลับมาให้ได้!” ผิงเสี่ยวเตี่ยวทหารคุ้มกันประจำกายเจ้ากรมการคลังเค้นเสียงคำรามก้อง ทหารนับสามสิบชีวิตพร้อมออกตามล่า... 

ประสาทหูจิ้งจอกไวกว่ามนุษย์หลายเท่า นางรับรู้ถึงภัยแต่ไม่อาจหลบเอาตัวรอดได้ เนื่องจากขาดวรยุทธ์ ลูกธนูดอกนี้จึงทำร้ายนางได้ 

“ทางนั้น!” 

นางจิ้งจอกมั่นใจว่านั่นคือเสียงของกลุ่มคนที่ตามล่านางอย่างแน่นอน นางได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ นางไม่มีทางหนีพ้นอย่างแน่นอน 

ตุบ!!!

เท้าเหยียบพลาดตกลงจากเขากลิ้งปะทะต้นไม้ก่อนสลบไป

“ทางนี้ขอรับหัวหน้าผิง ร่องรอยของนางสิ้นสุดและตกลงเขาไป จะให้ตามลงไปรึไม่ขอรับ”

“ไม่ต้อง นางบาดเจ็บด้วยธนูของข้า ตกลงเขาเช่นนี้ นางคงไม่รอด ไป... พวกเรากลับจวน”


สองราตรี ที่นางสลบไป โชคดีของนางที่กลิ่นกายจิ้งจอกพันปีช่วยป้องกันสัตว์ร้าย ไม่เช่นนั้นคงมีเสือมาคาบร่างนางไปฉีกเป็นอาหาร นางจับกิ่งไม้ยันกายอ่อนเพลียให้ลุกขึ้น กิ่งไม้หนาพยุงร่างนางไว้ มิเช่นนั้นนางคงตกหน้าผาสูง ลมพัดหวิวเป็นระยะ โบกสะบัดต้นหญ้าและกิ่งไม้ขอบหน้าผาให้ไหวเอนตามแรง พื้นที่เฉอะแฉะด้วยหยาดน้ำที่แสงแดดร้อนแรงแผดเผาหิมะขาวโพลนค่อย ๆ จางไป พื้นดินลื่นกว่าหลายคืนก่อนหน้า นางรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนก้าวอย่างระวัง

อ้า!!!... 

เสียงร้องสุดท้ายก่อนร่างทั้งร่างจากพลัดตกลงไปในเหวลึก

'ข้าต้องมาตายเช่นนี้ น่าอนาถยิ่งนัก บำเพ็ญเพียรมาหนึ่งพันปี ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์เพียงหนึ่งเดือนเศษเท่านั้นก็ต้องมาจบชีวิต เพราะความดื้อรั้นของข้า เพราะมิเชื่อฟังคำตักเตือนของฝูงจิ้งจอก เพราะอยากใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่ง เพราะพวกมนุษย์เลวพวกนั้น ข้าถึงต้องมาจบชีวิตเช่นนี้ พวกเจ้าต้องตาย ต้องตายให้หมด ข้าจะล้างแค้นพวกเจ้าทุกคน!!!'

ระบายความโกรธแค้นที่สั่งสมมาทั้งหมด มนุษย์ล้วนมีแต่คนเลว สตรีที่นางคิดว่าเป็นคนดีในห้องขังสุดท้ายก็ทำร้ายนางเอาตัวรอด วางยานาง เอานางมาบำเรอให้ชายมากด้วยราคะ มนุษย์ทุบตีทำร้ายนางไม่ต่างจากนายพราน คนอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อเสมอ…

'ข้าคงมิอาจรอดไปได้... แต่ความแค้นนี้ข้าจะกลับมาเอาคืน!!!' ในห้วงความคิดที่สั่งสมความแค้นตลอดเวลาที่กำลังจะตาย จู่ ๆ ก็เหมือนมีปุยเมฆรอรับอยู่ด้านล่าง 

มวลอากาศเบาบางด้านล่างห่อหุ้มร่างนางไว้ ร่างกายที่บาดเจ็บก็เบาบางลง

“เจ้ามาที่นี่ได้เยี่ยงไรกัน!” เสียงแหลมตะโกนออกมาจากในถ้ำ

นางจิ้งจอกรีบหันมอง หญิงชราผมขาวโพลน ถือไม้เท้าเดินออกมา ด้านบนไม้เท้านั้นเป็นรูปงูพันเกี่ยวดูน่ากลัว แต่บนไหล่สตรีผู้นั้นกลับมีนกแก้วสีเขียวแซมฟ้าช่างน่ารักเกาะอยู่

“มนุษย์ไม่มีผู้ใดย่างก้าวมาถึงที่นี่ได้ พวกมันล้วนต้องตายกลายเป็นเถ้ากระดูก แต่เจ้ากลับไม่ตาย! เจ้าเป็นใครกัน!” เสียงแหลมสูงเอ่ยด้วยท่าทีไม่พอใจ

'ที่นี่มันที่ไหน' สายตาสับสนมองโดยรอบ

“ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร!!!” ผู้เฒ่าตะคอกอย่างไม่พอใจ

สตรีรูปร่างอรชร ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตากลมโตดวงนั้นยังจับจ้องที่หญิงชราด้วยสีหน้า และแววตาตื่นตระหนก แม่เฒ่ามองใบหน้างามนั้นด้วยความอิจฉา นางเองก็เคยงามดังนางพญาหงส์เช่นนี้ หากไม่ถูกทำลายวรยุทธ์ นางคงมีรูปโฉมสะคราญดังสาวแรกรุ่นไม่แปรเปลี่ยน ใบหน้าเหี่ยวชราท่าทีไม่พอใจที่ไม่ได้รับคำตอบ... 

“เจ้าช่างงามยิ่งนัก” นกแก้วเอ่ยเสียงแจ้ว

“หยุด...เจ้านกปากมาก” ฉางเหว่ยเซี่ยตะคอกอย่างไม่พอใจ

หญิงชราสังเกตสตรีตรงหน้าจนมั่นใจว่านางผู้นี้เป็นใบ้ รอยยิ้มสะใจกระตุกด้วยความพออกพอใจยิ่ง 

“หึ... น่าเวทนาไม่ต่างกับข้า” เค้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

นางจิ้งจอกมีสีหน้างุนงงกับท่าทีคุ้มดีคุ้มร้ายของหญิงชราผู้นี้ 

'ข้าอยากได้วิญญาณเจ้า... ข้าจักต้องกลับมามีพลังอมตะอีกครั้ง ข้าจักเลี้ยงเจ้าในถ้ำนี้... จนกว่าข้าจักฝึกวิชาได้สำเร็จ และเจ้าจักได้เป็นอาหารมื้อแรกของข้า' สายตาเจ้าเล่ห์แอบมองนาง ลอบยิ้มร้ายกระตุกด้วยความพึงพอใจ….



ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha