ร่านรักอาญาเถื่อน นิยายชุดร่านไม่เลิก

โดย: อัณณากานต์ / ตั้งใจเขียน / รตี



ตอนที่ 2 : แผลเป็นในหัวใจ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                                                            

             ไพลินมาตรวจความเรียบร้อยของห้องนอนใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายเพราะรถตู้ของคฤหาสน์เพิ่งออกไปสนามบิน อีกไม่เกินสามชั่วโมงพายุก็จะมาถึงบ้าน เธอไม่อยากให้มีสิ่งใดขัดหูขัดตาเขาตั้งแต่วันแรก

             “เอาเตยหอมไปใส่ไว้แล้วใช่ไหม” ประนอมถามหลานสาวที่เดินมาสมทบในครัว

             “เรียบร้อยแล้วป้านอม มาจ้ะหนูทำเอง ป้าไปนั่งเถอะ” ไพลินรับตะหลิวมาจากป้าแล้วลงมือปรุงรสอาหารในกระทะต่อ

             ทุกคนในบ้านตื่นเต้นมากที่เจ้านายคนรองจะกลับมา ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองสุดกำลัง คนสวนก็ตัดแต่งต้นไม้ให้เข้ารูป แม่ครัวก็งัดเอาสารพัดของโปรดออกมาทำจนสุดฝีมือ แม่บ้านที่มีอยู่หลายสิบคนขัดถูทุกซอกทุกมุมของคฤหาสน์จนขึ้นเงามันวับ

             “เห็นจะได้เท่านี้แหละป้านอม หวังว่าคุณพายุเขาจะถูกใจ” ไพลินชิมรสอาหารแล้วก็คิดว่ามันดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้แล้ว

             “อืมอร่อยจริงๆ เชียว เหมือนที่แม่ณีเขาทำไม่ผิด” เมื่อพูดจบประนอมก็เงียบไป

             นี่แหละคือสาเหตุที่ไพลินไม่เคยถามเรื่องมารดากับป้าเพราะแค่เอ่ยชื่อป้าก็จะเศร้าสร้อยลงทันที เธอเคยเซ้าซี้ถาม สิ่งที่ได้ก็คือน้ำตาและเสียงสะอื้น เธอไม่อยากไปย้ำแผลในใจของป้าจึงไม่เคยพูดเรื่องแม่อีก ป้าบอกแค่ว่าแม่รักเธอมากและทำทุกอย่างเพื่อให้เธอปลอดภัยและแข็งแรงตอนตั้งครรภ์ซึ่งเธอเชื่อหมดหัวใจ

             “ตายจริง เหมือนได้ยินเสียงรถใช่ไหมป้านอม มากันแล้วเหรอ” ไพลินตกอกตกใจเป็นอย่างมากที่นาทีสุดท้ายมาถึงอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่าเธอง่วนอยู่หน้าเตามาเป็นชั่วโมงแล้ว

             “ใช่แหละ มาเถอะนวล ล้างไม้ล้างมือด้วย” ประนอมรีบถอดผ้ากันเปื้อนแล้ววิ่งนำออกไปก่อน

             “เป็นไงเป็นกัน” หญิงสาวล้างมือเสร็จก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดให้กำลังใจตัวเอง

             “สวัสดีค่ะ” ไพลินยกมือไหว้ชายหนุ่มหน้าตึงด้วยความหวาดหวั่น นี่เขาไม่พอใจเธอตั้งแต่นาทีแรกที่พบกันเลยหรืออย่างไร

             “ทำอะไรอยู่ คนอื่นเขามากันตั้งนานแล้ว” พายุถามห้วนๆ

             “หนูนวลวุ่นอยู่ในครัวทำอาหารให้แกไง” เพลิงนิลตอบแทนเด็กสาวที่พูดไม่ออก

             “ยังออกหน้ารับแทนกันเหมือนเดิมเลยนะครับคุณพ่อ”

             “มาถึงก็หาเรื่องน้องเลย มาๆ ขึ้นไปดูห้องกันดีกว่าว่าถูกใจหนุ่มเมืองนอกไหม” เพลิงนิลกล่าวติดตลกแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อนเพราะความดีใจมันล้นอก ก็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลับมาจะไม่ให้ดีใจได้ยังไง

             พายุมองไปรอบๆ ห้องด้วยความพอใจแต่ก็มาสะดุดตากับดอกกุหลาบที่ทำจากใบเตยหอม เขารู้ทันทีว่าเป็นฝีมือใครและหัวเสียเป็นอย่างมาก

             “ป้านอมครับ เตยหอมเนี่ยผมไม่ชอบแล้วนะครับคราวหน้าไม่ต้องเอามาวางอีก” พายุหยิบดอกกุหลาบที่ทำอย่างประณีตบรรจงมากระชากอย่างแรงจนมันขาดกระจุยคามือ

             “ขอโทษด้วยค่ะคุณพายุ คราวหน้าป้าจะไม่เอามาวางอีกค่ะ”

             “ฉันทำเองค่ะ ไม่ใช่ป้าหรอก ขอโทษคุณพายุด้วยค่ะ” ไพลินพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้และยอมรับความผิดเองเพราะเธอเป็นคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาไม่ใช่ป้า

             “ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนั้นพายุ มากไปรึเปล่า พูดกับน้องดีๆ ก็ได้ แค่กๆๆ” ประมุขของบ้านไอถี่ๆ และเจ็บหัวใจทันทีเมื่ออารมณ์เริ่มขุ่นมัว

             “คุณพยาบาลพาคุณพ่อไปห้องเถอะครับ” พายุบอกกับผู้ดูแลเมื่อบิดาดูท่าทางไม่ดี

             “ผมขอพักผ่อนนะครับ เดินทางมาเหนื่อยมาก”

             “เดี๋ยวก่อน เธอน่ะ ! มาเก็บไอ้นี่ไปด้วย” พายุเรียกไพลินด้วยเสียงวางอำนาจเมื่อเธอทำท่าจะเดินไป

             “คราวหลังไม่ต้องเอามาอีก จำไว้นะ ฉันไม่ได้ชอบอะไรเดิมๆ อีกแล้ว” พายุพูดกระแทกใส่หน้าไพลิน หญิงสาวนั่งลงช้าๆ แล้วเก็บเศษซากของใบเตยด้วยมือสั่นเทา เธออุตส่าห์นั่งทำเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ช่อใหญ่ขนาดนี้แต่มันกลายเป็นขยะภายในพริบตา

             “ใครเป็นคนจัดตู้เสื้อผ้า”

             “ฉันเองค่ะ” ไพลินตอบด้วยเสียงกระซิบ

             “เสื้อเนี่ย เอามาพับแบบนี้มันก็ยับหมดสิ ทำไมไม่ใส่ไม้แขวน”

             “ฉันคิดว่าเป็นแค่เสื้ออยู่บ้านเลยไม่ได้แขวนค่ะ”

             “ไม่ต้องมาคิดแทนฉัน ตอนค่ำกลับมาใหม่แล้วแขวนเสื้อทุกตัวไว้บนไม้ เข้าใจไหม”

             “แต่ไม้แขวนหมดแล้วค่ะ”

             “นั่นมันปัญหาของเธอ หกโมงตรงเธอต้องกลับมาพร้อมไม้แขวนที่พอดีกับเสื้อผ้าในตู้ ออกไปได้แล้วฉันจะนอน”

             เมื่อเขากระแทกประตูใส่เธอก็หมดเรี่ยวแรงจะก้าวเดิน ร่างเล็กๆ ที่สั่นเทิ้มทรุดลงช้าๆ แล้วกอดตัวเองไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง พายุก็ร้องไห้อยู่ที่อีกฟากของประตูเช่นกัน

             “จะไปไหนล่ะนวล” ประนอมถามหลานสาวที่เดินฉิวผ่านไป

             “ไปตลาดจ้ะ” ไพลินตอบแล้วหยิบกระเป๋าใบเล็กมาสะพายไหล่

             “ไปทำอะไร”

             “ไปซื้อไม้แขวนเสื้อจ้ะ คุณพายุเขาจะให้เอาเสื้อแขวนหมด หนูไปก่อนนะจ๊ะเขาให้หนูกลับไปตอนหกโมงเย็นถ้าช้าหนูจะโดนดุเอา”

             “ให้รถพาไปสิ”

             “ไม่จ้ะ หนูจะนั่งมอเตอร์ไซส์ไป” ไพลินไม่รอฟังว่าป้าจะพูดอะไรอีกเพราะไม่อยากเสียเวลา

             หญิงสาวเดินอย่างรีบเร่งเพื่อไปให้ถึงหน้าปากซอยและโชคก็ไม่เข้าข้างเลยเพราะไม่มีพี่วินหรือแท็กซี่ผ่านมาสักคันกว่าจะถึงปากทางก็ครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้วเพราะซอยที่เธออยู่เป็นชุมชนเก่าแก่มีแต่บ้านและคฤหาสน์ของพวกผู้ดีมีเงิน รถรับจ้างจึงแทบไม่ผ่านมาทางนี้เลย เธอหวังว่าโชคจะช่วยแต่ก็ต้องผิดหวังเดินเหงื่อตกมาตลอดทาง

             “ไปตลาดค่ะ” เธอบอกกับพี่วินที่จอดเรียงรายอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อเมื่อถึงที่หมายก็พุ่งตัวไปที่ร้านขายของจิปาถะอย่างว่องไวแล้วเหมาไม้แขวนเสื้อมาแทบจะหมดร้าน พอได้ของที่ต้องการก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านทันที

             “เอ้า ! เป็นอะไรเนี่ย” เมื่อมาถึงกลางซอยแท็กซี่ที่ไพลินนั่งก็กระตุกแปลกๆ แล้วเครื่องก็ดับไป

             “รอแปบนะน้อง เดี๋ยวเรียกช่างมาดูก่อน” คนขับหันมาบอก

             “ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวเองหนูเดินไปก็ได้”

             “ไม่นิดเลยนะ อีกตั้งไกลแถมแดดก็ร้อน”

             “ไม่เป็นไรค่ะ หนูรอไม่ได้หนูรีบ นี่ค่ะไม่ต้องทอนนะคะ” เธอยื่นเงินให้เขาแล้วคว้าถุงใบโตมาหอบไว้แนบอก การเดินครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิงเพราะมีของพะรุงพะรังมันจึงเหนื่อยขึ้นอีกเท่าตัว

             “ว๊าย !” ด้วยความรีบเร่งที่จะไปให้ถึงบ้านไพลินจึงเดินสับขาฉับๆ แบบไม่คิดชีวิตแล้วก็พลาดท่าสะดุดล้มลง

             “เจ็บเป็นบ้าเลย” เธอปัดแข้งปัดขาแล้วกลั้นใจลุกขึ้นยืนแต่ละก้าวเจ็บจนน้ำตาเล็ดแต่เธอก็อดทนฝืนเดินต่อไปจนถึงคฤหาสน์มหเดชภักดีในที่สุด เธอเดินเลี่ยงไปตามสุมทุมพุ่มไม้เพราะไม่อยากให้ป้าเห็นว่าขาเจ็บ ไม่อย่างนั้นต้องโดนซักถามใหญ่โตแน่ๆ และที่สำคัญเธอยังไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น

             “อูย” หญิงสาวร้องลั่นเมื่อแอลกอฮอลล์โดนแผล เธอแอบไปหยิบชุดปฐมพยาบาลมาจากบ้านพักแล้วมานั่งทำแผลที่มุมโปรด มันคือสะพานไม้เล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างเรือนพักของพนักงานกับสวนเด็กเล่น ที่เรียกแบบนั้นเพราะเมื่อก่อนมันคือสนามหญ้าที่มีม้าหมุน ชิงช้า กระดานลื่นและของเล่นอื่นๆ อีกหลายอย่างวางกระจัดกระจายจนเต็มสวน เธอกับเขาจะมาเล่นด้วยกันทุกวันหยุดยิ่งตอนปิดเทอมยิ่งสนุกไปกันใหญ่เพราะมีลูกพี่ลูกน้องมาร่วมด้วยแต่ตอนนี้ของเล่นเหล่านั้นหายไปหมดแล้วหายไปพร้อมๆ กับพี่พายุคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก

             ในห้องนอนใหญ่ชายหนุ่มยังคงนอนตาค้างไม่ได้หลับแม้สักนาที เขายอมแพ้ลุกขึ้นมานั่งแล้วสายตาก็พลันไปเห็นร่างเล็กๆ ที่คุ้นตากำลังก้มๆ เงยๆ เหมือนทำอะไรสักอย่าง

             “ผมอยากกินผลไม้ ให้ไพลินเอาขึ้นมาที” ชายหนุ่มโทรไปสั่งกับแม่บ้านใหญ่แล้วนั่งรอ

             “เข้ามา” พายุบอกอนุญาต

             “ผลไม้ค่ะ” เธอยืนอยู่หน้าประตูแล้วส่งจานผลไม้ให้เขา

             “เอาไปวางที่โต๊ะทำงาน” พายุเบี่ยงตัวเพื่อให้ไพลินเข้ามา เธอเดินกะเผลกๆ ไปตามทางเพราะเจ็บขามาก

             “ทำไมเดินแบบนั้น”

             “หกล้มค่ะ”

             “ทำไมถึงล้ม”

             “รีบเดินค่ะเลยล้ม ผลไม้อยู่บนโต๊ะนะคะ”

             “แล้วไม้แขวนเสื้อทำไมไม่เอาขึ้นมา”

             “ฉันเห็นว่ายังไม่หกโมงเลยไม่ได้ถือมาด้วยค่ะ”

             “โทรไปบอกน้อยหน่าให้เอาขึ้นมา” พายุยื่นโทรศัพท์ให้ไพลินแล้วเธอก็ทำตามที่เขาสั่ง การอยู่กับเขาเพียงลำพังมันน่าอึดอัดมาก สายตาของเขาเหมือนจะหาเรื่องจับผิดเธอตลอดเวลา

             เมื่อได้ไม้แขวนเธอก็พุ่งตัวไปที่ตู้เสื้อผ้าทันทีเพราะอยากไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด พายุมองคนตัวเล็กไม่วางตาไม่ใช่เพื่อจับผิดแต่เพราะคิดถึง เป็นปีๆ แล้วที่ไม่ได้เจอกันแต่ทิฐิและความโกรธของเขากลับยังไม่ลดลงมันมากขึ้นกว่าวันแรกที่ได้รู้เรื่องนั้นเสียอีก

             “เรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันไปได้รึยังคะ”

             “ก็ไปสิ” พายุบอกแบบไม่แยแส

             “เดี๋ยว” ไพลินหันกลับมาแล้วก็นิ่งไปเพราะเห็นสายตาแห่งความห่วงใยของเขาเสี้ยวหนึ่ง เธอคิดว่าเขาจะถามว่าเจ็บมากไหมหรือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

             “เก็บเศษถุงไปให้หมดด้วย” ชายหนุ่มบอกด้วยเสียงเรียบเฉย

             เธอเดินกลับมาแล้วคุกเข่าเก็บเศษพลาสติกอันเล็กเท่านิ้วชี้มากำไว้จนมือสั่น ที่ต้องลุกต้องนั่งเชื่องช้าดั่งเต่าคลานเพราะว่าเจ็บขานั่นแหละ เธอลุกขึ้นยืนแล้วมองเขาแต่เขาก็จ้องจอสี่เหลี่ยมไม่วางตา

             “ฉันขอตัวนะคะ” เธอกระซิบบอกเจ้าของห้องเพื่อป้องกันการกล่าวหาว่าไปไม่ลามาไม่ไหว้ เมื่อแน่ใจว่าเขารับรู้แต่ไม่อยากสนใจเธอจึงปิดประตูเบาๆ

             “แม่งเอ๊ย !” พอร่างเล็กๆ พ้นสายตา พายุก็ปามือถือลงที่นอนเต็มแรง

             เขาไม่ได้อยากหมางเมิน เขาไม่ได้อยากเย็นชา เขาอยากถามเธอใจจะขาดว่าเจ็บมากไหม อยากทำแผลให้ด้วยซ้ำแต่ความห่างเหินและรอยแผลระหว่างเธอกับเขามันยากเกินจะเยียวยา

            

            

            

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha