รักครั้งใหม่กับ (นาย) คนเดิม

โดย: อติญา / เก-ลิน / เราพิมพ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง



ตอนที่ 1 : ขวาร้ายซ้ายดี


ตอนต่อไป

                    “มันเป็นอะไรกันนักกันหนานะ!”

                    เสียงหวานที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดติดจะรำคาญลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มของหญิงสาวในชุดสูทสากลแสนสุภาพ แต่ทว่าเสียงที่เธอบ่นมันคงไม่ค่อยเบานักเพื่อนร่วมอาชีพที่ยืนอยู่แถวนั้นจึงหันมามองเป็นตาเดียว

                    ในห้องจัดเลี้ยงเล็กๆ ภายในสำนักงานใหญ่ของบริษัทนำเที่ยวที่ติดอันดับท็อปไฟว์ของประเทศพ่วงด้วยกิจการโรงแรมระดับห้าดาวอีกหลายสาขาซึ่งตอนนี้เหมือนเป็นแหล่งรวมของบรรดาเลขา ผู้ช่วยของผู้บริหารและบรรดาผู้บริหารทุกสาขาที่มารวมกันไว้ที่นี่ วิริญจน์ก็เป็นหนึ่งในเลขาของท่านประธานบริษัทที่ประจำอยู่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ

                    ที่ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่สำนักงานใหญ่ก็เพราะวันนี้จะมีผู้บริหารคนใหม่เข้ามาทำงานเป็นวันแรก ได้ข่าวมาว่าท่านประธานคนใหม่นี้เรียนจบปริญญาตรีและโทมาจากต่างประเทศแถมยังเคยฝึกงานในโรงแรมดังๆ มาด้วย รูปหล่อ พ่อรวย สาวๆ เลขาจึงออกแนวจะดี๊ด๊ากันเป็นพิเศษ

                    “ชมพูเป็นอะไรไปน่ะ” อรินดาผู้บริหารที่ดูแลบริษัทนำเที่ยวสาขาภาคใต้ซึ่งสนิทสนมกันดีกับวิริญจน์เอ่ยปากถามเมื่อเห็นเลขาคนเก่งของบิดายืนคิ้วขมวดจนแทบจะเป็นปมแถมยังเอามือตบตาขวาตัวเองเป็นระยะๆ

                    “พอดีว่าตาขวาชมพูกระตุกไม่หยุดเลยค่ะคุณเลดี้ มันกระตุกจนรำคาญไปหมดแล้ว” เลขาสาวยังคงเอามือตีเปลือกตาขวาของตัวเองอยู่เป็นระยะระหว่างที่อธิบายให้เจ้านายฟัง

                    “ลองไม่สนใจมันเดี๋ยวก็คงหายเองล่ะค่ะชมพู อ๊ะ! พี่หญิงโทรมาคุณพ่อกับท่านประธานคนใหม่คงมาถึงแล้วเลดี้ขอตัวก่อนนะคะ” อรินดาโปรยยิ้มหวานก่อนจะเดินออกไปรอรับบิดาและน้องชายที่หน้าห้องประชุม

                    วิริญจน์พยายามทำตามที่อรินดาบอกแต่ยังไงมันก็ยังกระตุกยิกๆ ไม่เลิกเธอก็พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปที่อื่นทั้งจัดชุดลูบผมเผ้าให้เข้าที่แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก จนเมื่อคุณอามันต์ ธนพัฒน์พิศาลพงษ์ประธานบริษัทเดินทางมาถึงพนักงานทุกคนก็อยู่ในความสงบหลังจากที่ก่อนหน้านี้พูดคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่เป็นนกกระจอกแตกรัง


                    “สวัสดีครับผมขอบคุณมากที่ทุกท่านสละเวลามาในวันนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่าผมจะย้ายไปตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัทฉะนั้นตำแหน่งประธานก็ต้องตกเป็นของลูกชายคนเดียวของผมที่ยอมกลับมาจากเมืองนอกสักที เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเชิญทุกท่านพบกับประธานบริษัทคนใหม่ไอรา ธนพัฒน์พิศาลพงษ์”

                    สิ้นเสียงประกาศชื่อเสียงปรบมือก็ดังขึ้นมาแทนที่จะมีก็แต่เลขาหน้าสวยที่ยืนนิ่งค้างแข็งเมื่อได้ยินชื่อไอรา... โลกมันคงจะไม่กลมขนาดนั้นร่างกายสูงกำยำของทายาทคนสุดท้องแห่งตระกูลธนพัฒน์พิศาลพงษ์ก้าวขึ้นไปบนเวทีช้าๆ บนใบหน้าเรียบขรึมนั้นอมยิ้มน้อยๆ เล่นทำเอาพนักงานสาวๆ ถึงกับใจสั่นโดยเฉพาะนางสาววิริญจน์ วีรานุตระกูลที่ถึงกับขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองมองไม่ผิด

                    “สวัสดีครับทุกท่าน... จากนี้ไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” คำพูดสั้นๆ แต่น้ำเสียงที่คุ้นเคยกลับก้องดังอยู่ในหูถึงรูปลักษณ์ละเสียงจะเปลี่ยนไปบ้างตามวัยแต่ไม่มีทางที่วิริญจน์จะลืมชายคนนี้ไปได้เลย

                    “หลังจากนี้ท่านประธานจะเดินทางไปเยี่ยมโรงแรมของเราทุกสาขารวมถึงสำนักงานบริษัททัวร์ทุกแห่งด้วยซึ่งกำหนดการจะให้ทางคุณวิริญจน์เลขาท่านประธานเป็นคนแจ้งทุกท่านอีกครั้ง ยังไงเชิญรับประทานอาหารร่วมกันก่อนนะครับถือเป็นการเลี้ยงที่เราจะก้าวไปสู่ยุคใหม่โดยการนำทีมโดยผู้บริหารรุ่นใหม่” อดีตท่านประธานหมาดๆ พูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะเดินลงไปนั่งโต๊ะที่มีภรรยาละลูกๆ ทั้งสามคนรออยู่แล้ว


                    “หนูชมพูไปไหนซะล่ะ” ชายสูงวัยถามถึงเลขาส่วนตัว

                    “เลดี้เห็นชมพูเดินไปตักอาหารค่ะ คุณพ่อจะให้ตามชมพูไหมคะ?” ลูกสาวคนรองถามขึ้นเพราะเมื่อสักครู่นี้เธอเห็นหลังเลขาคนเก่งไวๆ ว่าเดินไปทางโต๊ะที่จัดอาหารบุฟเฟ่ต์

                    “ก็จะแนะนำให้รู้จักกับเจ้านายนี่แหละเพราะต้องทำงานด้วยกันเผื่อจะได้ฝากฝังให้หนูชมพูเขาให้ช่วยดูแลน้องมันด้วย”

                    “เดี๋ยวผมไปทำความรู้จักกับเลขาคนเก่งของพ่อเองก็ได้ครับแต่อย่าเพิ่งเอาเรื่องงานมาคุยเลยเดี๋ยวเธอจะเกร็งซะเปล่าๆ เอาเป็นว่าทำความรู้จักกันเฉยๆ ให้คุ้นกันก่อนมันก็น่าจะดี” ไอรายิ้มน้อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังทิศทางที่พี่สาวบอกแต่ก็ไม่พบร่างเล็กอยู่ตรงนั้นเขาเลยถามเอากับพนักงานที่เดินๆ อยู่เลยได้รู้ว่าคนสวยของเขาไปเข้าห้องน้ำที่ด้านนอก


                    “อะไรกันวะเนี่ย!”

                    วิริญจน์บ่นกับตัวเองอยู่หน้ากระจกบานกว้าง เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแฟนเก่าของตัวเองเป็นทายาทของมหาเศรษฐี ถึงตอนนั้นเธอกับเขาจะคบกันได้แค่ปีเดียวแต่เธอก็หลบเลี่ยงการไปพบกับครอบครัวของแฟนเด็กมาโดยตลอด แล้วตั้งแต่เลิกกันเขาหายไปเป็นสิบปีแล้วกลับมาอีกทีก็มาในฐานะเจ้านายเธอเสียอย่างนั้น

                    “ตั้งสติ ชมพูตั้งสติ” หญิงสาวเรียกความมั่นใจให้ตัวเองก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำ


                    “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”

                    เมื่อเดินเลี้ยวออกจากห้องน้ำหญิงสาวก็มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดินจนไปชนกับอกแน่นๆ ของใครคนหนึ่งเข้าเต็มแรง

                    “เจ็บตรงไหนไหมครับพี่ชมพูคนสวย?”

                    “เอ่อ ทะ ทะ ท่านประธาน” เธอว่าแล้วว่ามันจะต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่างเพราะตาขวามันกระตุกเตือนภัยมาตั้งแต่เช้าแล้ว

                    “ว่าไงครับคนดีของผมเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” คนหน้าตายยังคงถามซ้ำเมื่อเขายังไม่ได้คำตอบขณะที่คนสวยในอ้อมแขนก็เอาแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการ

                    “ดิฉันไม่เป็นอะไรค่ะท่านประธาน ขอตัวก่อนนะคะ” ก็ไม่รู้จะมามัวยืนอยู่ทำไมให้ใจแกว่งในเมื่อเขายังเรียกเธอด้วยสรรพนามที่ใช้กันเมื่อสิบปีที่แล้วอยู่เลย

                    “เวลาพูดต้องมองหน้าคู่สนทนารู้ไหมครับ”

                    “แต่ท่านประธานคะ อุบ!”

                    แค่เพียงตากวางของเธอช้อนมองเขา ริมฝีปากร้อนๆ ก็นาบลงตรงริมฝีปากนุ่มในทันที ครั้งนี้มันไม่ใช่จูบแบบเด็กๆ ที่เอาปากมาชนกันแล้วปล่อยอย่าที่ทั้งคู่เคยทำบ่อยๆ แต่ไอรากำลังแทงลิ้นเข้ามาปากเธอแถมลิ้นชื้นๆ นั้นยังกระหวัดเกี่ยวไปทั่วโพรงปาก

                    ร่างกายกำยำของไอราดันร่างเล็กของคนในอ้อมแขนให้เดินถอยหลังกลับเข้าไปในห้องน้ำเพราะถ้าใครมาเห็นท่านประธานคนใหม่ยืนล้วงลิ้นกับเลขาคนสวยคนที่เสียต้องเป็นวิริญจน์อย่างแน่นอน มือหนากดล็อกประตูทันทีที่ตัวเองก้าวเข้าไปในห้องน้ำและดันตัวหญิงสาวให้แผ่นหลังบอบบางนั้นแนบติดกับผนังห้องน้ำอีกฝั่งหนึ่ง

                    ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าหญิงสาวถูกกักขังอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่งของผู้ชายที่สูงหนึ่งร้องเก้าสิบเซนติเมตรโดยที่มีทางขัดขืนหรือช่วยเหลือตัวเองได้เลย


                    “อืมม หยุดนะ!”

                    คนตัวเล็กกรีดเสียงครางประท้วงเมื่อเขาละริมฝีปากออกจากปากอิ่มแล้วหันไปดอมดมกลิ่นกายสาวแถวๆ ซอกคอขาวมันช่างหอมกรุ่นและเรียกเลือดในกายชายให้พลุ่งพล่านได้ดีนักแล

                    “เกือบสิบปีที่ผมทนคิดถึงพี่แค่นี้มันยังน้อยไปครับ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบจงใจไม่บอกและไม่แสดงความรู้สึก ทั้งๆ ที่ตอนนี้เขาคิดถึงเธอจนแทบคลั่งอยากจะกระโจนเข้าหาตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นวิริญจน์อยู่ในสายตา ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็ไม่จำเป็นที่ต้องจะรีบร้อนทวงสิทธิ์เพราะถึงยังไงเธอก็เป็นลูกเจี๊ยบจิ๋วจ้อยในกำมือเขาอยู่แล้ว

                    “ใจคอจะใจร้ายกับผมจนถึงตอนนี้เลยหรือครับ พูดสักคำสิว่าพี่ก็คิดถึงผม” ชายหนุ่มที่ถือไพ่เหนือกว่าแกล้งเย้าคนในวงแขน เขาชอบที่จะเห็นสีหน้าของเธอยามเขินอาย แก้มกลมๆ นั้นซับสีเลือดจนแดงก่ำปากก็แดง แก้มก็แดงแบบนี้เขาคงอดใจไว้ไม่ค่อยจะไหว

                    “ปะ ปล่อยค่ะท่านประธาน” วิริญจน์พยายามรวบรวมสติที่เตลิดไปไกลให้กลับมาเข้าร่างแต่ไม่ว่าเธอจะผลัก จะหยิก จะตีสักแค่ไหนมันก็เหมือนจะไม่ระคายผิวเขาเลย

                    “น้องนายปล่อยชมพูก่อนนะ” เมื่อคำขอไม่สัมฤทธิผลในครั้งแรกเลขาคนเก่งก็จำต้องพูดคำเดิมๆ ที่เคยใช้เมื่อครั้งความสัมพันธ์กับคนตรงหน้าไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้องแบบนี้

                    “นึกว่าจะลืมไปแล้วซะอีก จุ๊บ” ชายหนุ่มกดจูบหนักๆ เป็นการสั่งลาก่อนจะยอมเคลื่อนหน้าออกห่างจากหญิงสาวแค่เพียงคืบ ท่อนแขนกำยำที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามนั้นแม้จะยอมคลายแรงกอดรัดแต่ก็ไม่ได้ยอมปล่อยสักทีเดียวเขาทำเพียงแค่ย้ายมันไปเกี่ยวเอวบางแล้วรั้งร่างของวิริญจน์ให้แนบเข้าหาตัว

                    “นายปล่อยชมพูเถอะนะเดี๋ยวมีคนมาเห็น”

                    “ล็อกประตูแล้วครับไม่มีใครเข้ามาได้หรอก” พูดไปจมูกซุกซนก็คลอเคลียไม่เลิกตอนนี้เขาเลิกสนใจริมฝีปากที่อวบอิ่มแต่หันมาใส่ใจกับเนินเนื้อนุ่มมือที่แอบปลดกระดุมเสื้อไปสามเม็ดแล้วสาวเจ้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว


                    “นาย! ถ้ายังไม่หยุดชมพูจะโกรธจริงๆ นะ”

                    “ชมพูโกรธนายไม่ลงหรอกเหมือนอย่างที่นายไม่เคยโกรธชมพูได้เลยสักที” นำ้เสียงของชายหนุ่มนั้นจริงจังจนหญิงสาวนั้นหวั่นใจ เรื่องระหว่างเธอกับเขามันก็จบไปนานแล้วจึงไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องพูดถึง

                    “แต่ตอนนี้คุณเป็นเจ้านายของชมพูนะอย่าทำให้ดิฉันตั้งลำบากใจเลยค่ะท่านประธาน” ได้ยินแบบนี้ก็มีแต่จุกกับเจ็บแต่เขาจะคิดเสียว่าลูกกวางน้อยไม่ได้ตั้งใจก็แล้วกัน

                    “ถ้าอย่างนั้น... ชมพูก็ออกไปทำหน้าที่เลขาของผมได้แล้วครับ” ไม่พูดเปล่าคนตัวโตที่สูงกว่าเธอเกือบฟุตก็จัดการช่วยกลัดกระดุมเสื่อที่ตัวเองเป็นคนปลดให้เรียบร้อยก่อนจะจับจูงมือเล็กบอบบางของเธอกลับเข้ามาในห้องรับรองที่คนส่วนใหญ่กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารเลิศรส


                    “อ้าวนายหนูชมพูเจอกันแล้วหรือลูก” เป็นมารดาของไอราที่ทักขึ้น

                    “ครับ พอดีผมไปเจอคุณเลขาที่ห้องน้ำเลยชวนเธอให้เข้ามาด้วยกัน” ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยผิดกับเมื่อครู่ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นหน้ามือกับหลังมือเลยทีเดียว

                    “แล้วเราไปรู้ได้ยังไงว่านี่คือน้องชมพู” อณิกาพี่สาวคนโตที่ปกติจะประจำอยู่บริษัทสาขาภาคเหนือถามขึ้นทั้งที่ก็รู้ดีว่าน้องชายตัวเองเคยเป็นอะไรกับเลขาของบิดา แค่อยากจะรู้ว่าไอราจะตีหน้าตายไปได้ถึงไหนกัน

                    “ก็พ่อกับแม่ชมคุณเลขาให้ผมฟังวันละสามเวลาหลังอาหารแถมยังส่งรูปเป็นหลักฐานยืนยันความสวยผมก็ต้องจำได้สิครับ” ไอรายังคงทำหน้านิ่งเช่นเคยแต่นัยน์ตานี่ตรงกันข้ามมันออกจะแพรวพราวจนคนมองนี่อยากจะควักมันออกมาปาทิ้งเสียจริงๆ

                    “รู้จักกันแล้วก็ดียังไงก็ฝากหนูชมพูหน่อยละกันช่วงแรกๆ อาจจะหนักหน่อยเพราะนายก็คงต้องปรับตัวกับระบบงานของเมืองไทยพอสมควร ไปตักอาหารมาทานกันไปทั้งคู่เลย... นายพ่อฝากดูแลหนูชมพูด้วยนะ” เป็นคุณอามันต์ที่กล่าวตัดบทเพราะนอกจากเลขาสาวสวยแล้วชายสูงวัยก็เป็นอีกคนที่เห็นประกายตาเจ้าเล่ห์ของลูกชาย เขาเลี้ยงลูกมากับมือทุกคนทำไมถึงจะไม่รู้ว่าไอรากำลังคิดอะไรอยู่

                    “ไปครับพี่ชมพูผมหิวแล้วไปหาอะไรทานกัน” ชายหนุ่มยืนขึ้นพร้อมกระตุกมือบางของเลขาสาวมาด้วยโดยที่ไม่ได้สนใจสายตาที่มีคำถามของพี่สาวทั้งสองคน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะอธิบายเรื่องทั้งหมดแต่รอสักหน่อยให้เขาทำตามความตั้งใจของตัวเองได้ก่อนแล้วจะสารภาพเรื่องรามระหว่างตัวเองและวิริญจน์ที่ยังบอกไม่หมดให้ที่บ้านฟังแน่นอน

                    “ดิฉันเดินเองได้ค่ะท่านประธาน” หญิงสาวกระตุกมือตัวเองหวังให้มันหลุดจากการเกาะกุมของมือหนาแต่ทว่ามันไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด

                    “แต่ผมอยากพาคุณไปนี่ครับ” หน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ของคนตัวใหญ่ทำให้หญิงสาวคิดว่าบางที่ไอ้หน้านิ่งๆ นี่มันก็น่าประทับฝ่ามือเข้าไปเสียจริง

                    “แต่คนกำลังมองเรานะคะท่านประธาน”

                    “ผมทราบแล้วผมก็ตั้งใจ ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นของใครก็เท่านั้นเอง”


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha