รักครั้งใหม่กับ (นาย) คนเดิม

โดย: อติญา / เก-ลิน / เราพิมพ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง



ตอนที่ 4 : เติมใจในช่องว่าง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    ปิ๊น ปิ๊น

                    ปิ๊น ปิ๊นนนนน

                    มือหนากดแตรแช่เอาไว้เพราะคนที่เขากำลังตามหาเอาแต่มองไปข้างหน้าไม่ได้สนใจจะมองมาที่เขาเลยสักนิด ตากวางที่กลมโตเอาแต่มองไปบนถนนสงสัยว่าเจ้าตัวกำลังมองหาสายรถเมล์ที่ตัวเองต้องการ


                    ปิ๊น ปิ๊น ปิ๊น

                    “พี่ชมพูครับ ขึ้นรถเร็ว” ไอราลดกระจกโผล่ศีรษะไปนอกรถเพื่อเรียกคนที่ยืนไม่รู้ไม่ชี้อยู่ตรงป้ายรถเมล์


                    ปิ๊น ปิ๊น ปิ๊น

                    ไม่ต้องรอให้เขาเรียกซ้ำสองเพราะแค่เสียงบีบแตรจนดังลั่นมันก็น่าอายมากเกินพอแล้ว หญิงสาวกระชับกระเป๋าที่คล้องแขนพลางวิ่งขึ้นรถคันหรูที่ตีไฟรออยู่ในทันที

                    “ทำไมทำแบบนี้ล่ะมันรบกวนคนอื่นไม่รู้หรือไงแล้วแถวนั้นก็พนักงานในบริษัททั้งนั้นคราวนี้คนได้เอาเรื่องไปขยายต่อกันยกใหญ่แน่ๆ” ขึ้นมาได้คนสวยของเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาบ่นรัวๆ

                    “ถ้าพี่ชมพูยอมรอตามที่นายบอกก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอกครับ คาดเข็มขัดด้วยเดี๋ยวจะไปส่งที่บ้าน” คนตัวโตบอกแต่นั้นก่อนจะมุ่งความสนใจไปที่ถนนเบื้องหน้า แต่ว่าที่วิริญจน์จะทันได้คิดอะไรรถคันหรูก็มาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าคอนโดของเธอแล้ว

                    หญิงสาวเพิ่งซื้อที่นี่ได้สองปีกว่าๆ เพราะพ่อนั้นอยากเกษียณอายุจากงานวิศวกรไปอยู่ทางเหนือที่เป็นจังหวัดบ้านเกิดของแม่ ทั้งสามคนพ่อ แม่ ลูกจึงปรึกษากันว่าจะขายบ้านที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนเธอเกิดแล้วย้ายรกรากไปต่างจังหวัดและเงินที่ได้จากการขายบ้านก็แบ่งส่วนหนึ่งมาดาวน์คอนโดขนาดสองห้องนอนเผื่อไว้ตอนท่านทั้งสองคนคิดจะลงมาเที่ยวหา ว่าแต่เธอยังไม่ได้บอกว่าพักอยู่ที่ไหนแล้วไอรารู้ได้อย่างไรกัน

                    “ถ้าพี่สงสัยผมบอกได้คำเดียวว่าเรื่องของพี่ไม่มีเรื่องไหนที่ผมไม่รู้” เขาตอบก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไปรอเธอและเมื่อหญิงสาวก้าวขาเข้าไปในคอนโดเขาก็ยังเดินตามเธอมาอีก

                    “นายแค่อยากทานข้าวเย็นฝีมือพี่ชมพู” ไอ้เสียงเศร้าๆ กะหน้าตาเหมือนหมาถูกทิ้งนี่ชนะเธอได้ทุกทีสิน่าไม่ว่าจะตอนนี้หรือว่าตอนไหน

                    “ไม่ต้องทำหน้าหงอยขนาดนั้นก็ได้พี่ไม่ใช่จะใจร้ายอะไรขนาดนั้นหรอกน่า” จริงๆ บรรยากาศแบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะมันทำให้คิดถึงตอนที่เธอกับเขาเคยคบกันอยู่เจ้าเด็กขายาวชอบอ้อนให้เธอทำกับข้าวให้ทานอยู่บ่อยๆ แล้วเธอก็ใจอ่อนทำให้ทุกครั้งเลย


                    “นายนั่งรออยู่นี่ก่อนนะเดี๋ยวพี่ไปทำกับอะไรมาให้ทาน” หลังจากเดินเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้วเธอดันหลังคนตัวโตให้ไปนั่งรออยู่ที่โซฟามุมห้องจัดการเสิร์ฟน้ำแล้วเดินไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าถอดชุดทำงานที่แสนสุภาพออกเป็นชุดกางเกงขาสั้นแค่เข่ากับเสื้อยืดธรรมดาแล้วพุ่งเข้าครัวไปในทันที

                    ตากวางแสนหวานกวาดมองหาวัตถุดิบที่พอจะทำอาหารได้แล้วก็ตัดสินใจว่าข้าวห่อไข่กับซุปสาหร่ายน่าจะเป็นเมนูที่ง่ายและเร็วที่สุดในตอนนี้ ข้าวสวยมีแช่ติดตู้เย็นไว้เสมอด้วยความที่อยู่คนเดียวหุงครั้งหนึ่งไม่เคยจะทานหมดก็แบ่งเก็บไว้ หั่น หอมใหญ่ มะเขือเทศและไส้กรอกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปผัดในกระทะปรุงรสให้เค็มๆ หวานๆ และอมเปรี้ยวเล็กน้อยด้วยซอสมะเขือเทศแค่นี้ก็ได้ข้าวผัดที่จะนำไปห่อไข่แล้ว

                    จากนั้นก็ตีไข่ปรุงรสเติมนมนิดหน่อยก็เทใส่กระทะคอยคนจะได้ไข่เนื้อนุ่มๆ พอไข่เริ่มจะเซ็ทตัวก็ตักข้าววางลงแล้วค่อยๆ ตะล่อมไข่ห่อข้าวเป็นแท่งยาวๆ รีๆ ตักใส่จานโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยแค่นี้ข้าวห่อไข่สูตรชมพูก็เสร็จสิ้น ส่วนซุปสาหร่ายนั้นก็ไม่ยากเธอตั้งน้ำให้เดือดใส่ผงซุปเต้าเจี้ยวกึ่งสำเร็จใส่เต้าหู้อ่อนหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็สาหร่ายวากาเมะก็ได้ซุปหอมๆ เหมือนในร้านไม่มีผิด


                    “นาย... มาทานข้าวได้แล้ว” เธอเรียกคนที่หน้านิ่วคิ้วขมวดใส่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งเขาก็พุ่งตัวมายังโต๊ะอาหารในทันที

                    “ข้าวห่อไข่!” ดูสีหน้ากับยิ้มกว้างๆ นั้นก็รู้ว่าเธอเลือกไม่ผิดที่ทำเมนูนี้เพราะนายชอบมันมาตั้งไหนแต่ไรแล้ว อาหารจำพวกข้าวผัดกับสปาเกตตี้ที่มีซอสรสหวานอมเปรี้ยวนี่ทำเท่าไหร่ก็กินเกลี้ยงไม่มีเหลือสักที

                    “ก็รู้ว่าชอบ... ทานให้หมดละกัน” ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดออกไปแบบนั้นคนตรงข้ามก็คงจะตกใจเหมือนกันที่ได้ยินไม่อย่างนั้นเขาคงไม่จ้องหน้าเธอจนตาไม่กะพริบแบบนี้หรอก

                    “นายชอบอาหารฝีมือพี่ชมพูคนสวยที่สุดเลย ขอบคุณนะครับรับรองว่าจะทานไม่เหลือข้าวเลยสักเม็ด” แล้วชายหนุ่มก็ทำอย่างที่พูดเขากวาดข้าวจนเกลี้ยงจานซุปก็ซดเสียจนถ้วยแห้ง

                    “ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่มีผิดเลยนะ ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้กินอีก” อยู่ดีๆ ก็เห็นเค้าลางของความดราม่าทั้งที่ใจจริงแล้วเธอมีเรื่องอยากจะถามเขามากมาย สิบปีที่ผ่านมาเขาหายไปอยู่ไหนไปทำอะไรบ้างแต่เพราะท่าทีที่ยังคงเป็นปกติยามที่อยู่ด้วยกันตามลำพังมันทำให้รู้สึกได้ว่าเขาไม่เคยจะเปลี่ยนทั้งสีหน้า แววตา การกระทำมันคือไอราคนเดิมจริงๆ


                    “ขอโทษนะที่ตอนนั้นพูดเรื่องเห็นแก่ตัวออกไปโดยที่ไม่ได้ถามอะไรนายก่อน” แต่แล้วความรู้สึกผิดบาปในใจก็ทำให้ต้องพูดความรู้สึกที่ค้างคาออกมาจนได้แต่พอพูดจบแล้วก็อยากจะตบปากตัวเองเสียจริงๆ เพราะมันรู้สึกว่าเธอเองจะเริ่มทำให้เสียบรรยากาศ

                    “ไม่ต้องขอโทษนายต่างหากที่เป็นคนทิ้งไปทั้งๆ ที่ชมพูพูดก็แค่อยากเตือนสติเด็กที่ไม่ได้เรื่องคนนี้ ถ้าคนดีไม่กระตุ้นนายก็ยังคงงอมืออยู่อย่างนั้นเพราะมัวแต่คิดว่าที่บ้านมีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้วไม่จำเป็นที่จะต้องพยายามก็ได้” ถึงคราวไอราพูดความรู้สึกจากใจของตนเองออกมาบ้าง ด้วยความสัตย์จริงคือเขาไม่เคยรู้สึกโกรธหรือเกลียดคนตรงหน้าใครมันจะโง่เกลียดหัวใจของตัวเองได้ลงคอล่ะ

                    “นาย... ชมพูไม่ได้ตั้งใจจะเลิกแค่อยากให้นายคิดได้เรื่องเรียนไม่ได้ตั้งใจจะเลิกเลยจริงๆ” ที่บอกว่าขอเลิกวันนั้นมันก็เป็นแค่คำขู่เพราะเธอรู้ว่าชายหนุ่มจะต้องยอมตามใจแต่ไม่คิดว่าเขาจะถอดใจยอมเลิกจริงๆ

                    “นายยังรักชมพูนะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?” ในที่สุดก็พูดมันออกไปจนได้สินะความรู้สึกที่มันมั่นคงอยู่ในใจของเขา

                    “ชมพูขอเวลาหน่อยได้ไหม?” ที่เธอปฏิเสธไม่ใช่ว่าจะเล่นตัวแต่เพราะตอนนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปมาก ไอรามาในมาดของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงเป็นที่จับตามองของคนภายในและภายนอกองค์กร และเธอที่เป็นเลขาที่อยู่ใกล้ชิดถ้าออกตัวสนิทสนมกับเขามากไปมันก็ต้องมีข่าวในทำนองเสียหายเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว

                    ลำพังตัววิริญจน์ไม่มีเรื่องที่จะเสียหรอกแต่กับไอรานั้นไม่ใช่ เธออาจจะดูเป็นคนคิดมากแต่เชื่อเถอะว่าเรื่องของหัวใจให้มันค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

                    “ชมพูมีคนรักอยู่แล้วหรือเปล่า”

                    ... ให้ตายเถอะ! บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวมันน่าอึดอัดเกินไปแล้วสินะ

                    “พี่มีนายคนเดียว แต่ตอนนี้นายไม่ใช่เด็กมัธยมใส่ขาสั้นเหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่นาแถมเราสองคนโตจากเมื่อก่อนมากเลยนะพี่ว่าเราลองมาดูกันอีกทีดีไหม? ..” ”

                    “เลิกคิดแทนนายสักทีได้ไหมชมพู! ผลของการคิดเองเออเองมันทำให้เราห่างกันไปเป็นสิบปีมันยังทรมานนายไม่พออีกเหรอ?” กว่าจะรู้ตัวว่าพูดใส่อารมณ์มากเกินไปก็เมื่อตอนที่เห็นใบหน้าสวยๆ อายไปด้วยน้ำตานั่นแหละ ทั้งๆ ที่ไม่เจตนาพูดจาร้ายๆ แต่เขาไม่พอใจจริงๆ ที่ชมพูชอบคิดเองเออเอง


                    “ขอโทษ... ชมพูขอโทษ ฮึ่ก”

                    หญิงสาวพยายามแล้วที่จะกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นด้วยการใช้คมฟันซี่สวยกัดขบที่ริมฝีปากล่างจนเธอเองรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือด ก็ไอราก็ไม่เคยพูดเสียงดังใส่เธอแบบนี้มาก่อนแม้กระทั่งตอนที่เลิกกันเขายังพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพแถมยังมีรอยยิ้มให้แม้มันจะเป็นยิ้มที่ฝืดฝืนเหลือทน

                    “ไม่เอานะไม่ร้องน้องนายขอโทษ”

ชายหนุ่มประทับจุมพิตไปทั่วดวงหน้าหวานพยายามบดปากลงบนริมฝีปากอิ่มหวังให้เธอคลายคมฟันที่กัดปากตัวเองไว้ แต่รสเลือดคาวๆ ไม่น่าพิสมัยกลับเป็นแรงกระตุ้นอารมณ์ดิบชั้นดี มือใหญ่หนาปัดป่ายไปทั่วกายเล็กเฝ้าฟอนเฟ้นไปทั่วจนหญิงสาวชักจะมีอาการสติหลุดและยืนไม่ค่อยจะอยู่เสียดื้อๆ


                    มารู้ตัวอีกทีแผ่นหลังบอบบางก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มเนียนของผ้าปูที่นอน ไอราอุ้มหญิงสาวมาวางบนเตียงกว้างโดยที่ไม่ยอมผละริมฝีปากจากไปแม้เสี้ยววินาที ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่เจ้าของห้องเปิดทิ้งไว้เมื่อตอนเข้ามาเปลี่ยนชุดตกกระทบผิวเปล่าเปลือยทำให้วิริญจน์ห่อไหล่หนีความหนาวโดยอัตโนมัติจนไอราต้องกอดรัดร่างที่สั่นน้อยๆ ให้กระชับอยู่ในอ้อมกอดหวังถ่ายทอดความอบอุ่นส่งผ่านร่างกายไปให้คนตัวเล็ก

                    “ชมพูก็น่าจะรู้ว่านายรัก... ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนนายก็รักชมพูคนสวยคนเดียว” เมื่อรู้สึกว่าแค่กอดคงจะไม่พอให้คนในอ้อมแขนคลายกังวลใจแต่ไอราก็รักของเขาพูดไปแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ใจเธอเลย

                    “นาย... ชมพูขอโทษที่ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกนายเลยขอโทษจริงๆ” ไม่ว่าจะพูดพร่ำคำขอโทษสักกี่ร้อยกี่พันครั้งก้อนหินที่มันถ่วงใจให้หนักอึ้งก็ไม่ได้เบาขึ้นเลย ช่วงที่ไอราหายไปเธอเคยไปถามกับเพื่อนของเด็กหนุ่มแต่ก็ไม่มีใครตอบได้หวังจะพึ่งคิมหันต์ก็เจอสวนมาด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบเหลือทน


                    “ถ้าไม่รักมันแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะพี่ชมพูผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่ที่ผมรู้แน่ๆ คือเพื่อนผมเสียใจร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังก็เพราะพี่ พี่คนเดียว”


                    “ไม่ต้องขอโทษแล้วเราก็ผิดกันทั้งคู่แหละ” เป็นไอราที่เอ่ยขึ้นมาก่อนเขาไม่เคยทนได้จริงๆ กับน้ำตาของคนรัก

                    “แต่...”

                    “ไม่มีแต่แล้วแค่ตอนนี้มีน้องนายกับพี่ชมพูอยู่ด้วยกันจับมือกันไว้เป็นกำลังในให้กันเหมือนเมื่อก่อนนายก็ดีใจแล้ว นายอยากมีชมพูอยู่ข้างๆ ได้ไหมครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงนุ่มทุ้มหูไม่ใช่เขาคนเดียวที่แพ้น้ำตาของเธอ ตัวเธอก็แพ้ลูกอ้อนของเขาเหมือนกัน

                    ชายหนุ่มก็ไม่ได้คาดหวังไว้ว่าจะต้องมาพบกับเหตุการณ์แบบนี้เหตุการณ์ที่พี่ชมพูกำลังเริ่มต้นจูบเขาก่อน สัมผัสกล้าๆ กลัวๆ นั้นบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวทั้งประหม่าและเขินอายแต่ก็ยังฝืนทำใจกล้าคงเพราะอยากให้เขารู้สึกดี

                    กลีบปากอิ่มค่อยๆ ประกบทาบทับเบาๆ เหมือนจะหยั่งเชิงสองแขนกลมกลึงโอบรอบคอเขาไว้เป็นหลักยึดแล้วค่อยๆ สอดลิ้นนุ่มนิ่มเขามาในอุ้งปากอุ่นของไอราอย่างเชื่องช้าเหมือนต้องการดูดซับความหวานนี้ไว้ให้ขึ้นใจ มันก็นานมาแล้วที่วิริญจน์เคยทำใจกล้าจูบเขาก่อนเท่าที่จำได้ตัวเองก็ไม่เคยทำมันได้ดีเลยสักครั้งเดียว

                        “หวาน ชมพูหวานมาเลยนะรู้ไหม?” เมื่ออยู่ๆ ก็ถูกชมเสียงหวานมันก็เลยยากจะซ่อนสีหน้าขึ้นสีเพราะขัดเขิน

                    “ทั้งหวานทั้งหอมนายรักชมพูจังเลยครับ” จมูกโด่งๆ เที่ยวซุกซนไปเรื่อยซึ่งมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็ได้แต่ตามใจเขาเพราะในเมื่อใจเธอมันก็ยังรู้สึกเหมือนกันกับเขาก็ไม่รู้จะห้ามไปทำไม

                    ...รักยังไงก็ยังคงรักอยู่อย่างนั้นเมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็จะขอทำตามใจตัวเองก็แล้วกัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha