สาวน้อยร่านรัก เล่ม 4

โดย: อัณณากานต์



ตอนที่ 5 : การจากลา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


          อัครมาถึงตอนเจ็ดโมงตรงเป๊ะด้วยใบหน้าที่สดชื่นแจ่มใสราวดอกทานตะวันได้รับแสงอาทิตย์ หนุ่มหล่อบรรจงเสิร์ฟอาหารเช้าให้ทุกคนแล้วสุดท้ายก็มาวางชามโจ๊กไร้ขิงให้ดวงขวัญแล้วทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม

          “ทานเสร็จแล้วไปเล่นน้ำกันไหมครับน้องขวัญ ทุกคนด้วย” อัครถามทั้งที่เพิ่งกินโจ๊กไปได้สองคำเท่านั้น ทุกคนก็รีบตอบรับทันทีเพราะเห็นใจชายหนุ่มเหลือเกิน หลังทานอาหารเช้าเรียบร้อยเด็กๆ ก็แยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุด ผู้ใหญ่ก็นั่งเอนหลังพักผ่อนกันไปตามประสา

          “เมื่อคืนนอนดึกรึเปล่าคะ” พี่เดชเดินมาสวมกอดเธอข้างหลัง

          “ไม่ค่ะ แล้วพี่เดชล่ะคะ”

          “ไม่เหมือนกันค่ะ ไม่มีอะไรทำ” แล้วสองมือที่แสนซุกซนก็ค่อยๆ เลื้อยลามเข้ามาในเสื้อของเธอ

          “พี่เดช อย่าซนสิคะ” ณดาพยายามแกะมือปลาหมึกของเขาออก

          “ขอซนนิดเดียวเอง ณดาไม่คิดถึงพี่หรอคะ” เขาถามพร้อมซุกไซ้ไปทั่วลำคอและเมื่อเธอหลุดปากครางออกมา เสื้อผ้าของเธอก็หลุดออกจากร่างกายเช่นกัน เมื่อเสร็จภารกิจพิชิตน้ำเธอกับพี่เดชก็เดินออกมาที่ห้องนั่งเล่นทุกคนนั่งรออยู่แล้วยกเว้นดวงขวัญ

          “ทำไมไม่ออกมาสักทีล่ะแก” ณดาเดินเข้ามาหาเพื่อนในห้อง

          “ฉันชะโงกหน้าออกไปแล้วฉันจะเป็นลม” ดวงขวัญตอบเสียงสั่น

          “แกไม่สบายหรอขวัญ” ณดาจับหน้าจับตัวยัยขวัญก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ ติดแค่ว่าดูลนๆ ยังไงชอบกล

          “เป็นอะไรเนี่ย เขารอแกกันอยู่คนเดียว” ณดางงกับพฤติกรรมเพื่อนมากๆ

          “ฉันเขินพี่ต้อมสิแกเขาใส่แค่กางเกงขาสั้น โอ๊ยแก” แล้วดวงขวัญก็ครางหงิงๆ ออกมา

          “โธ่ๆ ดวงขวัญ ออกมาเถอะไปดูซะให้เต็มตาแกจะได้ชิน อีกหน่อยไม่ใช่แค่ดูนะ” พูดจบณดาก็ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้เพื่อนสาวก่อนจะกระชากนางออกมาจากห้อง

          “ไอ้...” ดวงขวัญไม่ทันได้พูดจบเสียงอัครก็แทรกขึ้นมาซะก่อน

          “น้องขวัญไปเล่นน้ำกันครับ” ชายหนุ่มรีบเดินมาหาทันที

          “พี่เดชขา ขอณดาขี่หลังหน่อยค่ะ” ณดาสะบัดมือเหนียวๆ ของเพื่อนออกแล้วโดดขึ้นหลังคนรักไปด้วยความว่องไว

          “โชคดีนะ” ณดาทำปากพะงาบๆ ให้เพื่อนแล้วขำอย่างสะใจ ขวัญเอ๋ยแกต้องหัดทำความคุ้นเคยกับร่างกายสุดฮอทของพี่ต้อมให้คุ้นชินได้แล้ว

          ดวงขวัญกำลังเงยมองใบหน้าที่สุดแสนจะสมบูรณ์แบบไร้ส่วนที่จะติได้ พี่ต้อมมีคิ้วหนาคมเข้ม ดวงตาสีดำหวานฉ่ำ จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากหยักคมพอดิบพอดียิ่งรวมกับไรเครารอบๆ หน้าเข้าไปอีก...นี่มันเทพบุตรชัดๆ     

          เธอกลืนน้ำลายลงคอกับสันกรามอันเด่นชัด เธอคลั่งไคล้แนวกรามแบบนี้ไม่รู้ว่าทำเหมือนกันแล้วไหนจะลำคออันใหญ่ล่ำนั่นอีก ไม่ต้องรวบกล้ามอกแน่นๆ กับขาแข็งแรงเป็นมัดๆ เธอขาแข้งอ่อนใกล้จะเป็นลมเต็มทีแล้ว ไอ้ณดาก็ลากออก

มาแล้วทิ้งไปหน้าตาเฉย...ไอ้เพื่อนทรยศ

          “ไปกันเลยไหมครับ” พี่ต้อมชวนพร้อมยิ้มโชว์เขี้ยวให้เธอ

          “ค่ะ” ฉันต้องตายแน่ๆ ดวงขวัญโอดครวญอยู่ในใจแค่เดินใกล้ๆ รังสีความฮอทของพี่ต้อมก็จะเผาตายอยู่แล้ว

          วันนี้เธอเลือกใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น ส่วนพี่ต้อมสวมแค่กางเกงขาสั้นสีดำตัวเดียวและเมื่อเธอมองแผ่นหลังอันบึกบึนตึงแน่นก็แทบหยุดหายใจ แผ่นหลังของเขามีรอยสักของมังกรตัวโตสยายปีกครอบครองอยู่ทั้งหลังปลายหางของมังกรไปบรรจบที่บั้นเอวและในปากของมันคาบลูกแก้วสีเขียวมรกตไว้

          “โอ๊ย” ดวงขวัญเดินสะดุดขาตัวเองเพราะมัวแต่จ้องมังกรอันแสนบึกบึนอยู่

          “น้องขวัญเจ็บมากไหมครับ” อัครรีบเดินมาถามและพยายามจะจับขาเพื่อตรวจดูว่ามีแผลรึเปล่า

          “มะ ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เธอรีบถอยหลังหนีเพราะไม่กล้าไปถูกตัวเขา ชายหนุ่มหน้าเสียไปเลยเมื่อเห็นเธอพยายามปัดป้องออกมาแบบชัดเจน

          “น้องขวัญค่อยๆ ลุกนะครับ” อัครลุกขึ้นยืนแล้วถอยห่างออกไป แล้วเมื่อลุกขึ้นได้น้องขวัญก็เดินจ้ำอ้าวลงทะเลไปโดยไม่สนใจเขาสักนิด

          “ณดา มานี่เลย” ดวงขวัญพุ้ยน้ำตีแขนตีขามาหาเธอยังกับคนบ้า

          “อะไรล่ะแก” เธอถามกลับลอยหน้าลอยตาใส่

          “ฉันรับไม่ได้ ฉันทนไม่ได้ แกทำยังไงให้กล้ามองร่างกายพี่เดชได้แบบนั้น” ยัยขวัญโอดครวญหงิงๆ อย่างน่าเห็นใจ เธอเข้าใจลึกซึ้งเลยแหละว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง

          “เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้ฉันก็ยังเขินอยู่เลยเวลาเห็นพี่เดชถอดเสื้อผ้าแต่มันเพราะรักไงขวัญเพราะฉันรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือผู้ชายของฉัน ฉันไล่ความเขินไปด้วยความรักแกจะรู้สึกยังไงถ้าคนที่รักแกไม่อยากโดนตัวแก”

          “ฉันเดาว่าแกก็มีใจให้พี่ต้อมใช่ไหมไม่งั้นคงไม่ยอมคุยกับพี่เขาแบบนั้นหรอก อีกอย่างนะแกความรักกับเวลาบางทีมันก็ไม่สมดุลกันถ้าแกรู้สึกว่าพี่ต้อมใช่แกก็บอกเขาไปตรงๆ เปิดใจไปเลย”

          “ขอบใจนะแก” ดวงขวัญกอดณดาไว้แล้วมองเลยไปที่ชายหนุ่มกล้ามโต เขาทำหน้าหงอยอยู่ข้างๆ พี่เดช

          “กูลืมตัวกูไม่ได้ตั้งใจแค่จะจับดูว่าขาน้องขวัญมีแผลรึเปล่า น้องถอยหนียังกับกูจะจับลากมาฆ่าในทะเล”  ไอ้ต้อมหน้าหดเหลือสองนิ้ว อัครผู้ร้ายกาจสิ้นลายโดยสิ้นเชิง

          “มันยากนะมึงกูบอกได้แค่นี้น้องขวัญยังเด็กความคิดและหลายๆ อย่างต่างกับมึงมาก มึงต้องปรับตัวขนานใหญ่เรียกว่าเปลี่ยนชีวิตเลยดีกว่ามึงพร้อมหรอต้อม ถ้ามึงจะเล่นๆ มึงหยุดตอนนี้ยังทันนะ”

          “ทำไมมึงถึงไม่เชื่อว่ากูจริงจังกับน้องขวัญ ตอนมึงมาบอกกูแบบนี้กูยังไม่เคยสงสัยเลยนะ” ไอ้ต้อมตอบกลับพร้อมหน้าเศร้าลงไปอีก

          “งั้นก็พยายามมึง ใจเย็นๆ” ภาณุเดชทำได้แค่ตบไหล่ให้กำลังใจเพื่อน ชายหนุ่มเข้าใจมันลึกซึ้งเลยเชียวแหละเพราะกว่าจะได้ณดามาแนบข้างกายเขาต้องอดทนรออยู่เกือบครึ่งค่อนปี ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่หมดแต่มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าเหลือเกิน

          “พี่ต้อมคะ มาเล่นจานร่อนกับขวัญไหมคะ” หลังจากได้กำลังใจจากณดาเธอก็รู้สึกดีขึ้นและก็รู้ว่าตัวเองงี่เง่าในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

          ดวงขวัญกับอัครเดินขึ้นมาตรงที่น้ำตื้นๆ แล้วก็เล่นจานร่อนกัน เธอมีเวลาไม่มากนักอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องกลับบ้านแล้ว ต้องใช้เวลาแสนสั้นนี้ให้คุ้มค่าสิไม่ใช่มานั่งกังวลประสาทรับประทานกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

          “น้องขวัญรับนะครับ” พี่ต้อมร่อนจานพลาสติกสีแดงสดใสมาให้ เธอจ้องมองไปที่ผู้ชายตัวโตตรงหน้าพยายามจดจำทุกอย่างของเขาไว้ให้ได้ทุกรายละเอียด ไม่รู้อีกนานแค่ไหนถึงจะได้เจอกันอีก เผลอๆ เธอกลับไปเขาอาจจะเปลี่ยนใจแล้วก็ได้

          ดวงขวัญมองใบหน้าที่ยิ้มร่าให้เธอด้วยความสดใสอย่างมีความสุขมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกับพี่บาสโดยสิ้นเชิง กับพี่บาสขนาดนอนกอดกันเธอกลับไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นจากเขาเลยแต่กับพี่ต้อมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่เขาถามเธอด้วยความห่วงใยตอนหกล้มแววตาและสีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นห่วงเธอจริงๆ

          “โอ๊ย” แล้วจานร่อนสีแดงสดใสก็โขกเข้าเต็มๆ ที่หน้าผากของดวงขวัญ

          “น้องขวัญพี่ขอโทษ เจ็บมากไหมครับ” อัครเดินเข้าไปใกล้แต่ไม่ได้ยื่นมือไปจับต้องตัวเธอ หน้าผากของน้องขึ้นรอยแดงตัดกับผิวขาวๆ อย่างน่ากังวล

          “เจ็บนิดเดียวค่ะ” น้องขวัญเงยหน้ามาพูดกับเขา...พี่ต้อมต้องตายอยู่กลางทะเลแน่ๆ เขาต้านทานสายตาคู่นี้ไม่ได้มันช่างอ่อนหวานใสซื่อซะเหลือเกิน

          “ขอพี่จับดูได้ไหมครับ” เมื่อน้องขวัญพยักหน้าเขาจึงลูบลงไปที่รอยแดงๆ อย่างเบามือที่สุดแล้วอะไรมาดลใจหรือเข้าสิงก็ไม่ทราบได้ เขาลืมตัวจูบไปที่รอยแดงๆ บนหน้าผากน้องขวัญ

          “พี่ขอโทษครับ” เมื่อรู้ตัวว่าทำพลาดไปอย่างแรง อัครก็เดินถอยหลังหนีเตรียมใจไว้แล้วว่าน้องขวัญต้องต่อว่าแน่นอนแต่รออยู่อึดใจทุกอย่างก็ยังเงียบสงบได้ยินแต่เสียงคลื่นซัดสาด น้องขวัญยังยืนอยู่ที่เดิมแต่หน้าแดงระเรื่อไปทั้งใบหน้า

          “พี่ขอโทษจริงๆ น้องขวัญ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกิน พี่...” เขาพร่ำคำขอโทษออกมา

          “ไม่เป็นไรค่ะพี่ต้อม ขอขวัญขึ้นไปล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อนนะคะมันแสบพอดูเลย” น้องขวัญเดินขึ้นไปเขาก็เดินตามและเมื่อเดินมาถึงบนหาดน้องขวัญก็หยุดเดินเอาดื้อๆ

          “มีอะไรครับน้องขวัญ”

          “เราเดินจับมือกันไป ดีไหมคะพี่ต้อม” อัครไม่ตอบเพราะหาคำตอบไม่ได้ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยดีใจเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต เขาเอื้อมไปจับกระชับมือเล็กๆ มากุมไว้ความสุขที่แท้จริงมันคือแบบนี้สินะ

          นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าความรัก...สองหัวใจกำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

          ภายในบ้านไม่มีใครเลยพวกผู้ใหญ่คงอยู่ในห้องส่วนตัวกันหมด เขานั่งรอน้องขวัญอยู่ในห้องนั่งเล่นสักพักน้องขวัญก็เดินออกมาพร้อมเปลี่ยนชุดเรียบร้อย

          “พี่ต้อมไม่เปลี่ยนกางเกงหรอคะ เดี๋ยวไม่สบายนะคะ”

          “นั่นสิ พี่ลืมไปเลยน้องขวัญรอก่อนนะครับ” นี่เขานั่งบื้ออยู่ในกางเกงเปียกๆ ได้ยังไงว่ะ เมื่อเดินออกมาน้องขวัญก็กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่มันเป็นช่องการ์ตูนที่เขาจำได้ว่าเลิกดูรายการแบบนี้ตั้งแต่สิบขวบแล้วมั้ง เขานั่งลงข้างๆ น้องขวัญอีกครั้งแล้วก็นั่งเงียบๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี

          “พี่ต้อมจะลงมาหาขวัญจริงๆ ใช่ไหมคะ” อยู่ๆ น้องขวัญก็ถามขึ้นมา

          “ครับ พี่จะพยายามไปตอนเย็นวันศุกร์แต่ถ้าติดงานก็คงต้องเลื่อนเป็นวันเสาร์แทน”

          “แล้วระหว่างที่เราห่างกันขวัญจะแน่ใจได้ยังไงคะ” ในเมื่อเลือกจะเปิดใจแล้วก็ลุยมันให้สุดไปเลย จะมัวมาอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ไม่ได้เวลามีน้อย

          “น้องขวัญรู้ใช่ไหมครับว่าพี่เดชรักณดามาก รักแบบสุดหัวใจ”

          “รู้ค่ะ ผู้ชายคนเดียวในโลกที่รักณดาที่สุดรักแบบถวายชีวิตให้ก็พี่เดชนี่แหละค่ะ”

          “ขวัญไม่ต้องเชื่อพี่ก็ได้แต่ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ สักวันขวัญจะรู้ว่าพี่ก็ไม่ต่างจากพี่เดชของณดา” และน้องขวัญก็ทำลายระบบหัวใจของเขาด้วยการซบศีรษะลงมาที่ไหล่

          “ขอบคุณที่ให้โอกาสพี่นะน้องขวัญ” เขาดีใจจนอยากจะร้องไห้ออกมามันเป็นความสุขที่มากล้นไม่รู้จะอธิบายยังไง สัมผัสทุกสัมผัสเกมรักทุกเกมที่พานพบมาทั้งชีวิตเทียบไม่ได้เลยกับการแนบชิดที่แสนอ่อนโยนแบบนี้

          “เพล้ง” เสียงของหล่นแตกดังมาจากในห้องของแม่ดาแล้วก็เหมือนจะเป็นเสียงของหนักๆ ร่วงลงไปที่พื้น

          “คุณแม่ครับ คุณแม่ ขวัญหยิบมือถือให้พี่ เรียกทุกคนมา” แม่ดานอนอยู่ที่พื้นสองมือกุมหน้าอกไว้แน่น น้องขวัญหยิบมือถือมาให้แล้วรีบออกไปทันที

          “หายใจเข้าลึกๆ ครับแม่ ช้าๆ ลึกๆ ครับ” อัครโทรเรียกรถพยาบาลแล้วประคองแม่ดาให้นอนลงตัวตรงๆ สุดาเอามือกุมหน้าอกไว้ยังคงหายใจติดๆ ขัดๆ

          “แม่ดา ไปดูแม่ดา” ดวงขวัญวิ่งหน้าตาตื่นลงมาเรียกแล้วทุกคนก็วิ่งตามมาทันที

          “แม่ แม่จ๋า” แม่ดานอนกุมหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด ณดาได้แต่จับมือแม่ไว้เธอไม่กล้าก้มลงไปกอดกลัวแม่จะยิ่งหายใจลำบากมากขึ้น

          เสียงไซเรนรถพยาบาลดังอยู่แว่วๆ ณดาจึงได้สติส่งภาษามือให้น้องดลไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและตัวเธอเองก็เช่นกันใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีเธอกับน้องรวมถึงพี่เดชก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและพยาบาลก็มาถึง

          “ต้อมฝากทุกคนด้วยนะ” ภาณุเดชสั่ง

          “ไปเปลี่ยนชุดกันนะครับเดี๋ยวเราให้รถโรงแรมพาไปส่ง” อัครบอกคนที่เหลือ

          “อย่าลืมที่แม่สั่ง รับปากกับแม่ณดา” สุดาพูดกับลูกสาวก่อนที่พยาบาลจะครอบหน้ากากช่วยหายใจ

          “ค่ะแม่ หนูสัญญา” ณดากุมมือมารดาไว้แน่นแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

 

          เมื่อมาถึงโรงพยาบาลสุดาก็ถูกส่งเข้าห้อง CCU ทันที ทั้งสามคนทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอแล้วสักพักทุกคนก็ตามมาสมทบ

          “ขอหมอคุยกับญาติคนไข้ที่มีอำนาจตัดสินใจได้ครับ” คุณหมอเดินออกมาแจ้งหลังจากรอกันอยู่ชั่วโมงกว่า ณดาจึงเดินตามไป

          “กล้ามเนื้อหัวใจของคนไข้แย่มากแล้วครับ เราพยายามให้ยาละลายลิ่มเลือดแต่ร่างกายของคนไข้ไม่ตอบสนอง ตอนนี้คนไข้หายใจได้เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้นครับ”

          “หมายความว่าแม่ไม่รับรู้อะไรแล้วใช่ไหมคะ”

          “ใช่ครับ”

          “ช่วยย้ายคุณแม่ออกมาที่ห้องผู้ป่วยธรรมดาได้ไหมคะ ขอพวกเราได้ลาแม่เป็นการส่วนตัวสักนิดแม่ดาบริจาคร่างกายเป็นครูใหญ่ไว้รบกวนคุณหมอแจ้งฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ”

          “เดี๋ยวแม่ดาจะย้ายไปอยู่ที่ห้องผู้ป่วยในนะคะ” ณดาเดินมาบอกทุกคนแล้วจับมือน้องไว้ รออยู่สักพักร่างของแม่ดาก็ถูกเข็นออกมาใบหน้าของแม่ขาวซีดราวกระดาษ

          “กดกริ่งเรียกหมอนะครับ” คุณหมอกล่าวกับณดาเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป

          “ขอณดาคุยกับน้องก่อนนะคะ” เธอจูงน้องให้ห่างออกมา

          “ดลจำได้ใช่ไหมที่แม่บอกว่าอย่ารั้งให้แม่อยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจหมอบอกว่ากล้ามเนื้อหัวใจแม่ตายแล้วและยาที่หมอให้ก็ไม่ช่วยให้แม่ดีขึ้น ดลเข้าใจสิ่งที่พี่บอกใช่ไหม” เธอทำภาษามือช้าๆ ให้น้องดูและน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นทาง

          “แม่” น้องดลเปล่งคำนั้นออกมาแล้วก็ซบหน้าลงมาร้องไห้กับไหล่ของเธอ สองพี่น้องกอดกันร้องไห้แทบขาดใจ

          “พี่รักดลนะ” ณดารั้งตัวน้องออกมาแล้วเกลี่ยน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสายให้น้อง เธอกลับมาจับมือน้องแล้วเดินมาหยุดที่ข้างเตียงของมารดา

          “ทุกคนคะ หมอแจ้งว่ากล้ามเนื้อหัวใจของแม่ดาตายและไม่ตอบสนองต่อยาที่รักษาที่แม่ดายังหายใจอยู่ได้ก็เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น ณดากับน้องดลปรึกษากันแล้วขอให้ทุกคนเคารพคำขอร้องครั้งสุดท้ายของแม่ดาและการตัดสินใจของเราด้วย”

          “ณดาจะให้คุณหมอมาถอดเครื่องช่วยหายใจหลังจากทุกคนได้บอกลาแม่ดาแล้ว” เมื่อณดากล่าวจบ ภายในห้องมีแต่เสียงสะอื้น

          “ณดา” พี่เดชเดินเข้ามากอดเธอแล้วคว้าน้องดลเข้ามากอดอีกคน

          “หนูรักแม่นะ หลับให้สบายนะคะแม่” ณดาจูบลงไปที่หน้าผากและหอมแก้มแม่ทั้งสองข้าง ทุกคนมาบอกลาแม่ดาของเธอแล้วณดาก็กดกริ่งที่หัวเตียง

          “ขอบคุณค่ะคุณหมอ เรื่องส่งร่างแม่กลับณดาจะติดต่อไปตอนนี้เลยถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเย็นนี้พี่หมอจากกรุงเทพคงมาถึง อย่าลืมย้ำนะคะว่าห้ามฉีดน้ำยาอะไรทั้งสิ้นให้เก็บเข้าห้องเย็นเท่านั้น”

          “ลุงหมอคะ มารับแม่ดาด้วยค่ะแม่ดาอยู่เกาะสมุย” ณดาโทรไปบอกลุงหมอที่มารดาสนิทสนมคุ้นเคยด้วยมากว่ายี่สิบปีเพราะแม่ดาไปบริจาคเลือดให้อยู่บ่อยๆ        

          “ณดา ลุงเสียใจด้วยลูก”

          “ขอบคุณค่ะลุงหมอ แม่ดาไม่ได้ทรมานอะไรให้พี่หมอนั่งเครื่องบินมาเลยนะคะค่าใช้จ่ายทุกอย่างณดาจะดูแลให้ทั้งหมด” เมื่อหันกลับมาก็ไม่เจอพี่เดชแล้วเขาคงไปจัดการเรื่องเอกสารให้ ดวงขวัญเข้ามากอดและร้องไห้หนักกว่าเธอเสียอีก

          “แม่ดาไปสบายแล้วแกอย่างน้อยก็ได้บอกลากันนะขวัญ”

          “แล้วแกจะอยู่ยังไงณดา”

          “ก็อยู่เหมือนเดิมฉันยังมีแกอยู่นะ มีพี่เดช มีน้องดล มีน้องฝ้าย มีคัพเค้ก มีคนอื่นอีกเยอะแยะและที่สำคัญมีแม่ดาอยู่ในใจเสมอ แม่ดาแค่จากโลกนี้ไปแต่ไม่ได้หายไปจากหัวใจ”

          “ขอบคุณทุกคนนะคะที่เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของณดา จะยังไม่มีพิธีทางศาสนาจนกว่าแม่ดาจะทำหน้าที่ครูใหญ่เสร็จน่าจะประมาณสามถึงสี่ปี วันนี้ทุกคนคงไม่ได้กลับบ้านแล้วณดาขอถือวิสาสะขอให้พรุ่งนี้เช้าเราตื่นมาใส่บาตรพร้อมกันนะคะ”

          ทุกคนไม่ติดขัดอะไรทั้งสิ้นเพราะยังตกใจกันไม่หายเพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าสุดาจะจากไปกะทันหันแบบนี้ ณดาก็ตกใจเช่นกันแต่แม่ดาบอกเสมอพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กเธอเลยทำใจได้ค่อนข้างดี อย่างน้อยแม่ดาก็จากไปอย่างสงบไม่เหมือนพิกุลที่ทรมานเหลือเกิน

          “เราออกไปรอข้างนอกกันดีกว่านะคะ ห้องนี้คนไข้ที่เขาจำเป็นจริงๆ จะได้ใช้” ณดาเดินนำทีมที่ยังคงตกใจไม่หายออกมารอที่โถงของโรงพยาบาล

          “ณดา ณดาโอเคไหมคะ” ภาณุเดชเสียใจและตกใจที่แม่ดาจากไปรวดเร็วแบบนี้แต่สิ่งที่เขาตกใจมากกว่าคือณดาไม่มีอาการฟูมฟายเลยเธอร้องไห้ก็จริงแต่ไม่ใช่แบบฟูมฟายขาดสติ เธอแจ้งข่าวการจากไปของแม่ด้วยเสียงเรียบๆ และที่ตกใจหนักที่สุดคือเธอตัดสินใจถอดเครื่องช่วยหัวใจของแม่ด้วยอาการที่นิ่งสงบเหมือนคิดตรึกตรองเรื่องนี้มาอย่างดีแล้วทั้งที่เธอมีเวลาคิดไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ

          “ณดาโอเคค่ะ ตกใจใช่ไหมคะที่ณดาไม่บ้าเหมือนครั้งพิกุลทั้งที่แม่ตัวเองตายแท้ๆ”

          “แม่บอกณดามาตั้งแต่สิบขวบมั้งว่าอย่ากลัวความตายและแม่ดาก็ย้ำเสมอว่าอย่ารั้งให้แม่อยู่บนโลกนี้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ ร่างที่นอนนิ่งเฉยบนเตียงไม่ใช่แม่ดาของลูก” เธอถ่ายทอดคำพูดที่ได้ยินมาตลอดสิบกว่าปีให้เขาฟัง

          “กับพิกุลมันเป็นอุบัติเหตุไม่ได้บอกลากันดีๆ แต่กับแม่ดาถึงจะกะทันหันไปหน่อยแต่แม่ก็ไม่ได้ทรมานอะไรขอบพระคุณเหลือเกินที่คนบนฟ้ายังเมตตา”

          “แม่ดาอยู่ในใจณดาเสมอค่ะ” พูดจบณดาก็หันมายิ้มให้ ภาณุเดชแยกตัวออกมาเพื่อไปเดินเรื่องเอกสารต่างๆ ตกเย็นลุงหมอก็มาถึงโรงพยาบาลโดยมีอนุศักดิ์มาส่งอีกตามเคยแต่คราวนี้มีวิไลกับจิราภาตามมาด้วย

          “ณดา พี่เสียใจด้วยนะ” พี่วิไลเข้ามากอดแล้วจี๊ดก็เข้ามากอดซะแน่นจนเธอหายใจแทบไม่ออก

          “ขอบใจมากนะนุ ไม่มีนุสักคนณดาแย่เลย” อนุศักดิ์เป็นเพื่อนคนแรกของณดาบนเกาะแห่งนี้ เขาเป็นห่วงและหวังดีกับเธอเสมอ

          “ลุงหมอมาเองเลย ขอบคุณมากนะคะ” แล้วลุงหมอก็ไปคุยกับเหล่าทีมแพทย์ทีมพยาบาล ตกค่ำทุกอย่างก็เรียบร้อยร่างของแม่ดาพร้อมแล้วสำหรับนำส่งไปเป็นครูใหญ่ที่กรุงเทพ พรุ่งนี้เช้าร่างแม่ดาจะออกเดินทาง

          “ลุงหมอกับพี่หมอมาพักที่โรงแรมนะคะ ณดาให้เขาเตรียมห้องไว้แล้ว”

          ภาณุเดชโทรไปแจ้งแม่ครัวแล้วว่าให้เตรียมข้าวต้มไว้รอรับเพราะวันนี้ทุกคนไม่ได้กินอะไรกันเป็นมื้อเลยได้แต่นั่งดื่มน้ำดื่มกาแฟกัน

 

          รุ่งเช้าทุกคนตื่นกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแล้วออกมานั่งรอเงียบๆ ที่ห้องนั่งเล่น พอขอบฟ้าเริ่มมีแสงสว่างต่างคนต่างก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปขึ้นรถตู้ที่รออยู่ เมื่อใส่บาตรเรียบร้อยก็มารับร่างของแม่ดาเพื่อไปส่งที่สนามบิน

          “ขอบคุณมากนะคะลุงหมอ พี่หมอ” ณดากล่าวลาทั้งสองคน

          “ป้าละม่อม ลุงคำอ้าย ไม่เศร้านะคะ แม่ดาจากไปอย่างสงบนะ” ณดาเข้ามากอดทั้งสองคน ลุงกับป้าต้องกลับแล้วเพราะทิ้งเรือนมานาน น้องดล น้องฝ้ายและขวัญก็เช่นกันเพราะต่างก็มีภาระหน้าที่ของตัวเอง

          “ขวัญจะทำอะไรก็รีบทำนะ เห็นไหมคนเราตายได้ทุกนาทีอย่ากลัวที่จะทำอะไรกลัวที่จะไม่ได้มีโอกาสทำมันดีกว่านะแล้วแกก็ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันโอเคฉันอยู่ได้”

          “น้องขวัญครับ” อัครวิ่งกระหืดกระหอบมา

          “ขอโทษทีครับพี่มี...”

          “พี่ต้อม” ดวงขวัญโผเข้าไปกอดอัครเต็มแรง

          “ขอโทษที่พี่มาช้านะครับพี่มีงานด่วน” อัครพูดต่อให้จบประโยคแล้วโอบกอดวงแขนอันแข็งแกร่งไปที่รอบตัวบอบบางของน้องขวัญ เขาอยากหยุดเวลาไว้แค่นาทีนี้เหลือเกิน

          “เดินทางปลอดภัยนะครับเดี๋ยวพี่จะลงไปหา” อัครจูบลาคนรักที่หน้าผาก

          “พี่ต้อมจะมีแค่ขวัญคนเดียวใช่ไหมคะ” เธอเงยหน้าไปถาม

          “สาบานด้วยเกียรติของตำรวจและด้วยชีวิต พี่จะรักน้องขวัญคนเดียว” เขาประคองใบหน้าน้องขวัญด้วยสองมือแล้วเอาหน้าผากใหญ่ๆ ถูไปกับหน้าผากกลมมนแล้วเธอก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

 

          “ณดาหิวไหมคะ” ภาณุเดชถามเมื่อทุกคนกลับไปแล้ว

          “หิวค่ะ พี่เดชอยากทานข้าวต้มไหมคะ” ณดาหันมาตอบด้วยสีหน้าสดใส

          “อยากทานค่ะ” เขายังกังวลเกี่ยวกับอารมณ์และการรับมือของณดาไม่หาย ณดาโอเคกับมันจริงๆ ไหม หรือเธอแกล้งทำเป็นเข้มแข็งเพื่อให้ทุกคนสบายใจ

          “ณดาโอเคค่ะพี่เดช” เธอพูดเหมือนอ่านใจเขาได้

          “ณดาไม่ได้แกล้งเข้มแข็งใช่ไหม ณดาเสียใจได้ร้องไห้ได้นะคะ”

          “คนเราเกิดมาก็ต้องตายค่ะพี่เดช คนตายเขารอดตัวไม่มีอะไรต้องทุกข์ร้อนกังวลอีกแล้ว คนที่ยังอยู่นี่แหละต้องสู้กันต่อไปพี่เดชจะอยู่ข้างๆ ณดาใช่ไหมคะ”

          “จนลมหายใจสุดท้ายของพี่เลยค่ะ” เขาให้คำมั่น

          “พี่เดชคะ ซื้อกลับไปทานที่บ้านได้ไหมคะ” เธออยากอยู่กับเขาเงียบๆ สองคนหลังจากวิ่งวุ่นมาทั้งวัน

          “ขอบคุณที่ช่วยเรื่องเอกสารนะคะ ถ้าไม่ได้พี่เดชต้องแย่แน่ๆ เลย” เอกสารการส่งร่างของแม่ดาพี่เดชเป็นคนยื่นให้ทุกอย่างถ้าไม่ใช่เพราะเขาคงไม่มีทางได้ขึ้นเครื่องแบบกะทันหันแน่นอน

          “พี่เดชเหนื่อยไหม”

          “ไม่เหนื่อยค่ะ” ณดาไถ่ถามเขาด้วยสีหน้าห่วงใยโดยที่แววตาของเธอแทบไม่มีความเศร้าหมองซ่อนอยู่เลย บทเธอจะเข้มแข็งก็เข้มแข็งได้แบบไม่น่าเชื่อ

          “พี่เดชนั่งอยู่นี่แหละค่ะ เดี๋ยวณดาล้างให้เอง” เธอรู้ว่าเขาเหนื่อย การวิ่งเต้นเอกสารใช่ว่าจะทำทีเดียวเสร็จที่ไหนกันไม่รู้เมื่อวานตลอดบ่ายพี่เดชเข้าๆ ออกๆ ไปกี่สำนักงาน

          “มาอาบน้ำกันค่ะพี่เดช” ณดาเดินกลับมาหาหลังจากล้างจานชามเรียบร้อยแล้ว

          “ยิ้มให้ณดาหน่อยสิคะพี่เดช” เธอขอเขาเสียงหวานระหว่างที่ปลดกระดุมเสื้อให้

          “พี่เดชน่ารักที่สุดเลย” ภาณุเดชได้จูบหนึ่งทีเป็นรางวัลหลังจากส่งยิ้มหวานให้เธอ

          “ณดาดีใจเรื่องขวัญกับพี่ต้อมจังเลยค่ะ พี่ต้อมต้องรักขวัญเหมือนที่พี่เดชรักณดาแน่ๆ ดูจากสายตาแล้ว” ณดาเอ่ยขึ้นตอนอยู่บนเตียงนอน

          “พี่ก็ดีใจ ไอ้ต้อมมันรักเด็กเหมือนพี่แน่นอน” แล้วพี่เดชก็หันมาหอมแก้มเธอฟอดใหญ่

          “รักจริงๆ หรอคะ” ณดาเงยหน้ามาถาม

          “พี่รักณดามาสามปีแล้วนะคะ รักตั้งแต่เจอวันแรกรักก่อนที่ณดาจะรักพี่อีกณดายังไม่มั่นใจอีกหรอ”

          “ถึงณดาจะรักทีหลังแต่ก็รักเท่าพี่เดชนะคะ” แล้วณดาก็เอาแก้มนิ่มๆ มาซบอยู่ที่อกของเขาแล้วสักพักเธอก็หลับไป เขากังวลว่าณดาจะตื่นมาหวีดร้องหาแม่เหมือนคราวพิกุลแต่ก็ไม่เธอแค่งึมงำเรียกแม่ดาเบาๆ แล้วก็หลับต่อ

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha