รักร้ายพญามาร (จบแล้ว)

โดย: raktapa



ตอนที่ 6 : ตอนที่ 3 (2)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ายในรถหรูที่บรรยากาศช่างอึมครึมจนน่าอึดอัด เธอเงียบเขาก็เงียบ แต่เงียบไปไม่เท่าไหร่ชักทนไม่ไหว

“พูดออกมาแล้วกลัวว่าดอกพิกุลมันจะร่วงเต็มรถฉันหรือไง” ไม่วายจะหาเรื่อง คำว่าสุภาพบุรุษสะกดไม่เป็น พิชญะชักเริ่มยัวะมันจะอะไรนักหนา พูดด้วยทำเป็นหยิ่ง จองหองจริงๆ แม่นางฟ้านางสวรรค์

เร็วเท่าความคิดชายหนุ่มเร่งความเร็วของรถเพิ่มขึ้นจนน่าหวาดเสียว พิชามญฐ์ถึงกับหน้าซีดเผือด แต่เธอก็ยังคงนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา จนคนโมโหร้ายเลือดขึ้นหน้า เท้าหนาเหยียบเบรคอย่างกะทันหัน จนคนสวยหน้าคะมำ หน้าผากมนกระแทกเข้ากับหน้ารถจนถึงกับมึน มือบางยกขึ้นกุมจุดที่เจ็บพลางหันไปมองเขาตาขวาง

“ขับรถบ้าอะไรของคุณเนี่ย” เธอแว้ดใส่อย่างลืมตัวด้วยความโมโห ใบหน้าหวานและดวงตากลมสวยแดงก่ำจนน่ากลัว หญิงสาวโกรธจนไม่นึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมากับความหาญกล้านั้น

“เป็นอะไรหรือเปล่า ไหนดูซิ” พิชญะเอ่ยถามพลางขยับเข้าไปใกล้ เขาไม่ได้สนใจอาการเกรี้ยดกราดของอีกฝ่ายสักนิด มือหนาจับมือบางออกจากหน้าผากมนที่เธอกุมไว้ ก่อนจะทำหน้ารู้สึกผิดที่ทำเธอเจ็บ แต่ก็อดขำไม่ได้กับอาการหน้าบูดปนโกรธของหญิงสาว ดวงตากลมโตมองค้อนเขาตาแทบกลับ

“เกือบแตก เจ็บไหมล่ะ”

“ลองดูไหม” เธอสวนกลับเสียงห้วน ความเกรงกลัวไม่มีหลงเหลือแต่มันเต็มไปด้วยความโกรธจนระงับไม่อยู่

“ถ้าลอง แล้วให้เธอเป็นคนทำ เธอคงทำฉันหัวแตกเลยล่ะมั้ง คงไม่ใช่แค่หัวโน”

‘เออ...คิดถูกแล้วล่ะ’ คนตาขวางตอบเขาในใจ

“ช่วยไม่ได้เธอยั่วโมโหฉันก่อน พูดด้วยทำเป็นหยิ่ง”

‘แหม...ไม่ดูคำพูดของตัวเองเลย ใครเขาจะอยากพูดด้วย’

“หรือว่าซาดิสต์ ชอบความรุนแรงถึงจะยอมเปิดปาก งั้นต่อไปฉันจะได้จัดหนักกว่านี้ จะได้ถึงใจเธอ”

“คุณฟาร์ม!

“เออแน่ะ...อยู่ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัว พออยู่กันสองคนเธอกล้าขึ้นเสียงใส่ฉันเลยเหรอ” คนพูดไม่คิดอะไรออกแนวล้อเลียนมากกว่า แต่คนฟังถึงกับนิ่ง

‘นี่เธอลืมตัวไปหรือเปล่า ก็มันเจ็บนี่นา คนบ้าทำอะไรเคยรู้จักคิดบ้างไหม’

“เอ้าโดนล้อแค่นี่ถึงกับนิ่ง...เดี๋ยวฉันทายาให้แล้วกัน ไม่รู้ว่าพอจะมียาอะไรที่ทาได้บ้าง อืม...น่าจะมียาหม่องนะ” เขาพูดไปก็ควานหายาในลิ้นชักหน้ารถไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนนั่งมองการกระทำของเขาอย่างไม่เข้าใจ ดูอาการเหมือนจะเป็นห่วง น้ำเสียงดูอ่อนโยนขึ้น คำพูดถากถางหายไปหมด ‘ผีเข้าหรือเปล่านะ’

 ยิ่งเมื่อมือหนาป้ายยาขึ้นมาทาให้ที่หน้าผาก พิชามญฐ์เหมือนอยากจะร้องไห้ เธออยากให้เขาอ่อนโยนแบบนี้กับเธอตลอดไป ความอบอุ่นนี้มันเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ พี่ชายที่แสนดีเธออยากให้เขาเป็นเช่นนั้น แต่มันคงได้แค่ฝัน

“เจ็บไหม” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามด้วยความห่วงใยอย่างไม่รู้ตัว

“คุณฟาร์มไม่สบายหรือเปล่าคะ”

แค่ประโยคสั้นๆ แต่มันมีอิทธิพลต่อความรู้สึกอย่างไม่ต้องอธิบาย คำถามนั้นทำเอาคนฟังเสียศูนย์ไปในทันที พิชญะมองหน้าใสซื่อของคนถามนิ่ง สายตาคมที่มองทอดมาคราแรกนั้นดูห่วงใย แต่มาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ตาประสานตาในขณะที่มือหนายังคงคลึงที่หน้าผากสวย แต่เพราะสายตาและคำพูดที่ไม่ตั้งใจของเจ้าหล่อน ส่งผลให้ความรู้สึกเดิมๆ เริ่มกลับมา มือหนาที่คลึงตรงรอยช้ำกดหนักขึ้น จนคนโดนกระทำร้องเสียงหลง

“โอ๊ย! คุณฟาร์ม”

“ฉันทำเธอเจ็บก็ต้องรับผิดชอบ เดี๋ยวคุณพ่อกับคุณแม่ได้ตีหัวฉันแบะพอดี ทั้งรักทั้งห่วงกันเหลือเกินกับลูกนอกไส้อย่างเธอเนี่ย” เขากระแทกเสียงใส่ก่อนจะสตาร์ทรถพุ่งทะยานออกไป ใบหน้าคมบึ้งตึงขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความอ่อนโยนหายไปในบัดดล จนพิชามญฐ์งงเป็นไก่ตาแตก

‘อะไรของเขาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พอดีก็ดีใจหาย แต่พอร้ายก็ร้ายเหลือล้น’

“เธอจะไปสัมภาษณ์งานที่ไหน” เขาถามขึ้นเสียงเรียบ

พิชามญฐ์เหลือบมองคนถามแวบหนึ่ง ก่อนจะบอกถึงสถานที่ที่เธอจะไป แถมยังบอกรายละเอียดของเส้นทางให้เสร็จสรรพ เพราะเข้าใจว่าเขาคงไม่คุ้นกับเส้นทางในเมืองไทยเนื่องจากไปอยู่ที่อเมริกาตั้งสิบเจ็ดปี

คนฟังพยักหน้าหงึกหงักทำทีเข้าอกเข้าใจ หากแต่ในใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาคือคนขับจะไปทางไหน ที่ไหน เป็นสิทธิ์ของเขา ส่วนเธอเป็นผู้โดยสารก็นั่งไปสิ

รถสปอร์ตคันหรูแล่นไปด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ บรรยากาศภายในรถกลับมาอึดอัดดังเดิม ก่อนที่ฝ่ายชายจะตกใจจนต้องเหยียบเบรคเพราะเสียงร้องของฝ่ายหญิง

“คุณฟาร์มคะ!

“อะไรของเธอ คนกำลังใช้สมาธิในการขับรถ”

“เอ่อ...คุณฟาร์มเลี้ยวผิดแล้วค่ะ”

“ผิดตรงไหนอย่าทำมาเป็นรู้มาก”

“ก็น้องฟางเห็นว่าคุณฟาร์มไปอยู่อเมริกาตั้งหลายปี คุณฟาร์มคงไม่คุ้นกับเส้นทางในเมืองไทย”

“หุบปากแล้วนั่งอยู่เฉยๆ ฉันพาเธอไปถูกที่แน่”

เมื่อถูกว่าเข้าให้ก็เลยต้องหุบปากฉับ คนสวยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอไม่มั่นใจเลยว่าจะไปทันสัมภาษณ์งาน ใบหน้าหวานก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ ซึ่งมันบอกเวลาแปดโมงตรง ยังเหลืออีกตั้งสองชั่วโมงครึ่ง หลงยังไงก็คงจะทัน แต่รถบนท้องถนนก็ช่างติดเหลือเกิน หญิงสาวจึงได้แต่นั่งภาวนาในใจว่าขอให้ทันเวลา และในเมื่อเขาบอกให้นั่งอยู่เฉยๆ เธอก็เลยต้องทำตามเพราะไม่อยากมีปัญหา หญิงสาวเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกรถ ไม่ได้ใคร่ใส่ใจในเมื่อเขาบอกว่าพาไปถูกก็ตามใจเขาเถอะ พิชามญฐ์มองเพลินจนไม่ทันได้สังเกตสิ่งรอบข้าง จนเมื่อรถจอดสนิทเธอถึงกับอ้าปากค้าง ใบหน้าหวานหันขวับมาจ้องคนขับรถกิตติมศักดิ์เขม็ง

“นี่มันบริษัทคุณพ่อนี่คะ”

“แล้วไง”

“น้องฟางจะไปสัมภาษณ์งาน ทำไมคุณฟาร์มถึงพามาที่นี่”

“เธอสัมภาษณ์งานกี่โมง”

“สิบโมงครึ่งค่ะ”

“แล้วตอนนี้กี่โมง”

พิชามญฐ์ก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะเงยหน้าตอบเขาเสียงอ่อย

“แปดโมงครึ่งค่ะ”

“เหลือเวลาอีกตั้งเยอะจะรีบทำไม เดี๋ยวฉันขึ้นไปทำธุระแป๊ปนึงแล้วจะไปส่ง”

“งั้นน้องฟางไปเองดีกว่าค่ะ”

“น้องฟาง!” เขาตวาดลั่นรถจนพิชามญฐ์คอหด ร่างสูงก้าวลงจากรถตามด้วยเสียงปิดประตูดังปัง น่ากลัวว่าประตูจะหลุดติดมือเขาไป ก่อนจะเดินอ้อมมาทางฝั่งคนนั่งโดยสารแล้วกระชากประตูรถออก

“ลงมา!” เขาสั่งเสียงเหี้ยม ใบหน้าคมดุดันจนน่าขยาด ก่อนที่ร่างบางจะก้าวลงมาจากรถด้วยความจำยอม จากนั้นพิชญะก็ผลักประตูปิดแล้วคว้าข้อมือบางให้เดินตามเข้าบริษัท

 

ร่างบางนั่งกระสับกระส่ายร้อนรน หญิงสาวมองเขาสลับกับมองนาฬิกาที่ข้อมือ ขณะนี้เป็นเวลาเก้าโมงกว่าแล้ว แต่เขาก็ยังคงสาละวนกับกองเอกสารตรงหน้า ก็ไหนว่าทำธุระเดี๋ยวเดียวไง หญิงสาวตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเป็นไงเป็นกัน ขืนรอเขารับรองได้ว่าเธอคงชวดงานนี้แน่

“คุณฟาร์มคะ...คือว่า”

“อะไร?” พิชญะเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารตรงหน้า สายตาคมดุจ้องมองคนสวยอย่างเอาเรื่อง เมื่อเธอทำลายสมาธิในการทำงานของเขา

“มันเก้าโมงกว่าแล้ว น้องฟางต้องไปสัมภาษณ์งาน เอ่อ...ถ้าคุณฟาร์มไม่ว่างน้องฟางไปเองก็ได้ค่ะ”

คนฟังทำท่าเสียอารมณ์ทันที มือหนาปัดเอกสารตรงหน้าออกห่างตัวจนเกือบจะตกพื้น สีหน้าเข้มขรึมขึ้นมาทันตาเห็น พิชามญฐ์รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เธอจะหาทางออกจากห้องนี้อย่างไรดี เธอไม่อยากอยู่กับความอึดอัด มันเกร็งจนปวดเมื่อยไปทั้งตัวแล้ว

“ฉันบอกว่าจะไปส่ง เธอฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไง”

“เอ่อแต่ว่า...”

“รอเดี๋ยว!” เขาตวาดลั่น ทำเอาสาวน้อยคนงามสะดุ้งโหยง ใจดวงน้อยตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ก็ยังทำใจดีสู้กับพญามาร

“แต่มันสายแล้วนะคะ น้องฟางขอบคุณในความกรุณาของคุณฟาร์ม แต่น้องฟางไปเองดีกว่าค่ะ” ว่าจบร่างบางก็ลุกพรวดขึ้นจากโซฟากว้าง เป้าหมายของเธอคือประตูหนาที่อยากจะเปิดออกไปใจแทบขาด หญิงสาวไม่รอช้าหมุนตัวก้าวเดินไปที่ประตูทันที

พิชญะเห็นดังนั้นรีบถลาเข้าหาร่างบางพร้อมกับที่มือหนากระชากท่อนแขนเรียวเล็กเข้ามาหาตัว ก่อนที่มือบางจะถึงลูกบิดประตูด้วยซ้ำ

“อุ๊ย!” พิชามญฐ์ตกอยู่ในอาณัติของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

“เธอกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ” น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นจนคนฟังหนาวไปทั้งสันหลัง

“น้องฟางไม่ได้ขัดคำสั่ง แต่น้องฟางจะไปสัมภาษณ์งาน น้องฟางไม่อยากรบกวนคุณฟาร์ม”

“แต่ฉันสั่งให้เธอรอ การที่เธอไม่รอนั่นหมายความว่าเธอขัดคำสั่งฉัน และฉันไม่ชอบ...ดังนั้นเธอต้องถูกลงโทษ”

“น้องฟางไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องถูกลง...อื้อ”

พิชามญฐ์กล่าวได้เพียงเท่านั้น คำพูดของเธอก็ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อเขาบดเบียดริมฝีปากลงมาประกบทับและบดขยี้อย่างเร่าร้อนและดูดดื่ม พิชามญฐ์ถึงกับเบิกตากว้าง ทั้งตกใจ ทั้งวาบหวาม ยิ่งเมื่อเขาอาศัยความตื่นตกใจของเธอ นำพาเอาลิ้นอุ่นชื้นเข้าไปตวัดหยอกล้อกับเรียวลิ้นเล็ก ยิ่งสร้างความปั่นป่วนให้สาวน้อยคนงามจนมึนงงไปชั่วขณะ

หญิงสาวอยากจะบอกให้เขาหยุด แต่หัวใจและร่างกายกลับเรียกร้อง มือน้อยที่ดันอกเขาแปรเปลี่ยนเป็นลูบไล้แผงอกกว้างที่ถูกกั้นไว้ด้วยเสื้อสูทราคาแพง เธออยากจะรู้นักหากแผงอกไร้ผ้าขวางกั้น มันจะให้ความรู้สึกอย่างไร

ส่วนพิชญะนั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่นี้ ร่างกายของเขาเรียกร้องและโหยหาบางอย่าง ร่างหอมในอ้อมอกมีอิทธิพลต่อความต้องการของร่างกายจนแทบคลั่ง เธอมีแรงดึงดูดมหาศาล ชนิดที่อยู่ไกลแค่ไหนก็อยากจะวิ่งเข้าใส่

ร่างสูงดันร่างบางไปจนชิดผนังห้องพร้อมกับที่มือหนาลูบไล้สอดเข้าใต้กระโปรงสีหวาน สะโพกสวยถูกบีบเฟ้นอย่างเมามันส์ พานให้จิตใจลอยเคว้งจมดิ่งสู่ห้วงเหวลึก และดูเหมือนว่าฝ่ามือร้ายกาจชักจะเลื่อนเลื้อยไปกันใหญ่ เมื่อมันถูกเจ้าของบงการให้เคลื่อนย้ายมาทักทายกับสิ่งต้องห้าม แต่ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ส่งผลให้ร่างบางได้สติและรวบรวมพลังทั้งหมด ผลักร่างสูงออกห่างทันที

พิชญะเองก็ต้องยอมถอยห่างจากร่างบางอย่างแสนเสียดาย และนึกโมโหเสียงเจ้าปัญหานั่นเหลือเกิน เขามองจ้องดวงหน้าหวานที่ดูตื่นๆ แถมแดงจัดไปทั่วทั้งใบหน้าและลามไปทั้งตัว

“ยังจะไปสัมภาษณ์งานอยู่อีกไหม นี่คือบทลงโทษที่เธอกล้าขัดคำสั่งฉัน และถ้าเธอยังกล้าขัดอีกฉันไม่จบแค่นี้แน่...ไม่ต้องไปสัมภาษณ์งานที่ไหนทั้งนั้น...จำไว้” เขากระซิบบอกเสียงพร่า ก่อนจะผละจากร่างบางมุ่งตรงไปยังประตูกว้าง ที่คนเคาะช่างแรงดีไม่มีตก จะใครเสียอีกถ้าไม่ใช่พี่ชายจอมจุ้นของเขา เพราะเสียงพ่อคุณดังลั่นขนาดนั้น

เมื่อประตูถูกเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของพิชยุทธก็ถลาเข้ามาในห้องทันที จนเจ้าของห้องต้องมองตามด้วยความหมั่นไส้ระคนขัดใจ ‘พวกมารความสุข ชอบนักกับการทำให้คนอื่นอารมณ์ค้าง’

“น้องฟางเป็นอะไรหรือเปล่า” พิชยุทธเอ่ยถามน้องสาวคนสวย สีหน้าและแววตาดูเป็นห่วงจนโอเว่อร์ และคำพูดของพี่ชายทำเอาพิชญะถึงกับหรี่ตามองอย่างขุ่นใจ

‘นี่เขาเป็นตัวอันตรายสำหรับพิชามญฐ์อย่างนั้นหรือ’

“น้องฟางไม่เป็นอะไรค่ะ” สาวน้อยคนงามตอบเสียงแผ่ว เพราะยังคงอยู่ในอารมณ์ตื่นตระหนกและวาบหวามในทรวง

“ไหนฟาร์มว่าจะพาน้องไปส่งสัมภาษณ์งานไง...แล้วนี่อะไร” พิชยุทธหันไปเล่นงานน้องชายตัวดี

“ก็พาไปส่งแต่ไม่ได้บอกนี่ว่าจะพาไปส่งสัมภาษณ์งาน...อืมแต่ดูจากเวลาคงไม่ทันแล้วล่ะ” พิชญะยักไหล่ไม่ยี่หระ

พิชยุทธเห็นแล้วหน่ายแต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเห็นจะมีแต่น้องชายคนนี้แหละที่ทำให้สาวน้อยคนงามยอมเชื่อฟัง แม้มันจะเป็นวิธีการบังคับก็เถอะ

“ก็ดีเหมือนกัน...ถ้างั้นน้องฟางมาช่วยพี่ทำงานนะครับ” พิชยุทธเริ่มจะเห็นดีเห็นงามกับน้องชาย ที่ไม่พาน้องฟางคนสวยไปส่งยังจุดหมายที่เธอต้องการ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวต้องการอยู่แล้ว

“ต้องขอโทษด้วยครับพี่เฟิร์ส ในเมื่อผมทำให้เธอไม่ได้ไปสัมภาษณ์งาน เพราะฉะนั้นน้องฟางต้องมาช่วยผมทำงาน เพื่อชดเชยที่ผมทำให้เธอไม่ได้งานทำ”

“ช่วยงานฟาร์มเหรอ...ไม่ได้!..น้องฟางต้องช่วยงานพี่”

“ผมไม่อนุญาต”

“แล้วไง” พิชยุทธยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน

“หึ...ขืนให้ไปทำงานช่วยพี่เฟิร์ส สงสัยงานการคงไม่ได้ทำ เพราะมัวแต่ออดอ้อนฉอเลาะ คุณเฟิร์สคะ คุณเฟิร์สขา เลียแข้งเลียขา ขอโน้นขอนี่ ระวังจะหมดตัวนะครับคุณพี่”

“นายฟาร์ม...แกจะพูดเว่อร์ไปหรือเปล่า น้องฟางเคยทำแบบนั้นที่ไหน”

“ก็ลองอยู่กันสองต่อสองสิ อย่างว่าพรรณธารักษ์สุขสบายขนาดนี้ ใครบ้างอยากจะออกจากบ้าน สู้เสนอตัวเป็นเมียเก็บของลูกชายเจ้าของบ้านไปเลยท่าจะดี”

“ฟาร์ม!” พิชยุทธแทบอยากจะตะบันปากน้องชายตัวดี สรรหามาได้กับคำพูดถากถางสารพัด ชายหนุ่มหันไปมองน้องสาวคนสวยด้วยความสงสาร

พิชามญฐ์จ้องมองพิชญะนิ่ง หญิงสาวไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา นอกจากดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำพราวใส เธอรู้สึกเจ็บจนจุกและพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอาบแก้ม แต่เหมือนว่ามันจะไม่ร่วมมือด้วย

พิชามญฐ์ตัดสินใจก้าวผ่านหน้าหนุ่มหล่อทั้งสองออกจากห้องไปเงียบๆ เธอไม่คิดจะหันมามองใครสักนิด เพราะตอนนี้น้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ร่วงพรูลงมาอย่างบังคับไม่ได้อีกต่อไป พิชามญฐ์ไม่อยากให้คนใจร้ายเห็นน้ำตาของเธอ ไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอ ความหวาดกลัว ความน้อยใจ ที่ผสมอยู่ในหัวใจและความรู้สึก

เมื่อประตูถูกปิดลงพร้อมกับร่างบางที่ลับตาไป พิชยุทธก็หันมาเล่นงานน้องชายตัวดีทันที

“ทำไมฟาร์มไม่รักษาความรู้สึกของใครบ้าง”

“จะรักษาไปทำไมในเมื่อผมพูดเรื่องจริง”

“ฟาร์มก็พูดเกินไป จะเกลียดชังอะไรน้องนักหนา น้องไม่ได้ทำอะไรให้ฟาร์มเลยนะ เขากลัวฟาร์มอย่างกับอะไรดี จะพูดด้วยแต่ละครั้งยังต้องอาศัยความกล้าอย่างมหาศาล” พิชยุทธพยายามยกเหตุผลขึ้นอ้าง แต่มันกลับยิ่งไปกันใหญ่ เพราะสิ่งที่พี่ชายพูดมันยิ่งทำให้เขาขุ่นเคือง ก็เพราะเจ้าหล่อนไม่ค่อยพูดกับเขานี่ไง แต่กับคนอื่นเธอพูดได้อย่างหน้าชื่นตาบาน

ยิ้มหวานของเธอหยิบยื่นให้กับทุกคนยกเว้นเขา ซึ่งมันทำให้เขาหงุดหงิดจนต้องหาเรื่องหญิงสาวไม่เว้นแต่ละวัน แค่คุยกับเขายังต้องอาศัยความกล้า จะพูดทีกลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปาก ถ้างั้นก็รับฟังไปอย่างเดียวแล้วกัน แต่สิ่งที่เจ้าหล่อนได้ฟังมันจะแสลงหูแค่ไหนนั้นก็ช่วยไม่ได้

“ถ้างั้นก็บอกให้เขาใส่ความกล้าไว้ให้มากๆ ถ้าไม่มีปากไม่มีเสียงก็เชิญรับกรรมไปเต็มๆ...บอกเลยว่าไม่ปรานี ผมไม่เข้าใจว่าจะห่วงอะไรกันนักหนา ขนาดพ่อแม่แท้ๆ เขายังไม่เหลียวแล จนทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ ทั้งรักทั้งหลงกันขนาดนี้ต่อไปคงได้ยกสมบัติให้เจ้าหล่อนหมดพรรณธารักษ์แน่ๆ ”

“ฟาร์มอิจฉาน้องเหรอ น้องน่าสงสาร ฟาร์มน่าจะเห็นใจน้องบ้าง”

“เห็นใจทำไม ผมเกลียดเขา เกลียดมาก”

“เกลียดแต่ให้ความสำคัญถึงขนาดส่งของขวัญให้ทุกปีเนี่ยนะ”

“ก็แค่หน้าที่”

พิชญะเถียงคอเป็นเอ็น ‘ใช่มันคือหน้าที่ที่เขาพึงกระทำ...นั่นสิมันใช่เหรอ’ ชายหนุ่มเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าเหตุผลมันคืออะไร และคำตอบนั้นอยู่ในใจตลอดมาหากแต่ไม่ยอมรับความจริง

“หน้าที่ของพี่ชายงั้นสิ แสดงว่าฟาร์มก็คิดว่าน้องฟางเป็นน้อง แล้วถ้าต่อไปคุณพ่อกับคุณแม่จะยกสมบัติให้น้องฟางมันก็เป็นสิทธิ์ของท่าน ฟาร์มอย่าห่วงไปเลย สิ่งที่ฟาร์มควรได้ยังไงฟาร์มก็ได้อยู่วันยังค่ำ”

“ผมไม่ได้อยากได้ในส่วนของยัยนั่น แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่สมควรจะได้อะไรจากพรรณธารักษ์สักชิ้นเดียว การที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาจนโตป่านนี้ก็นับว่าบุญแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก”

“แกมันคนใจแคบ หัวใจแกมันมืดบอด” พิชยุทธชักจะเหลืออด พูดดีด้วยก็แล้วยังไม่ฟัง ซ้ำยังพาดพิงถึงสาวน้อยผู้น่าสงสารอย่างไม่ไว้หน้า

“ผมเกลียดเขา ฝากไปบอกผู้หญิงคนนั้นด้วยว่าผมจะทำให้เธอทนทุกข์ทรมาน ยิ่งกว่าตายทั้งเป็นในพรรณธารักษ์”

“แกมันไม่ใช่สุภาพบุรุษ...แกมันยิ่งกว่าซาตาน ยิ่งกว่ามารร้าย...แกมันพญามารชัดๆ ”

“ใช่...ผมมันพญามาร และพญามารคนนี้จะหยิบยื่นความทุกข์ตรมให้นางฟ้าคนสวยของทุกคน” พิชญะกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินกระแทกเท้าออกจากห้องไป พิชยุทธถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ เขาจะทำอย่างไรดี เล่นพญามารออกตัวแรงขนาดนี้ รับรองได้ว่าน้องสาวคนสวยของเขาคงหาความสงบสุขไม่ได้แน่


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha