รสรักล่าสวาท (จบแล้ว)

โดย: อรุณรัศมี



ตอนที่ 11 : สาสน์เตือนของนายพราน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่11

สาสน์เตือนของนายพราน

 

ติ๊ด

“เจ้านายครับ พวกผมจัดการตามที่สั่งเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ รับรองว่าไม่มีรูปถ่ายของเจ้านายและคุณริต้าหลุดออกไปแน่นอน แล้วเจ้านายต้องการกลับบริษัทเลยหรือเปล่าครับ หรือว่าจะตรงกลับบ้านก่อน ผมจะได้ไปส่งยังที่หมายได้ถูก ตกลงว่า...”

“ตรงไปบริษัทเลย แล้วก็ไม่ต้องพูดมากน่ารำคาญ ถ้าไม่อยากถูกฉันไล่ออก เข้าใจแล้วก็ไปสักที ฉันมีประชุมที่บริษัทตอนบ่ายเดี๋ยวจะไม่ทัน”

“ครับ เจ้านาย...ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” น้ำเสียงหยอกล้อของลูกน้องคนสนิทอย่างอีริคทำให้ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมลง ดวงตาคมกริบแทบจะมองทะลุบานกระจกที่กั้นระหว่างห้องคนขับกับผู้โดยสารออกไปเชือดเฉือนคนที่จงใจกวนประสาทอย่างไรอย่างนั้น เสียดายที่ในความเป็นจริงเขาทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงทำไปแล้ว มันน่าหมั้นไส้จริง ๆ เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้ว

วันหลังจะหักเงินเดือนให้หมดเลย คอยดู!

ตัวรถเคลื่อนออกไปด้วยความเร็วด้วยกลัวว่าจะไม่ทันคนเป็นเจ้านาย จนคนถูกประชดได้แต่ขบกรามแน่น ดวงตาลุกเป็นไฟ ฟองซัวล์ถอนลมหายใจออกมาระบายความตึงเครียดภายในอก ก่อนจะสลัดความเครียดออกไปจากสมอง แล้วหันมาสนใจใครบางคนต่อ มือหนาเอื้อมไปหยิบชุดกระโปรงที่แอบซื้อเตรียมไว้จากด้านหลัง โดยไม่ลืมหยิบชิ้นเล็กสองชิ้นที่เขาตั้งใจเลือกเป็นพิเศษ บราเซียร์ลูกไม้สีดำกับแพนตี้เข้าชุดกันถูกนำมาสวมให้กับคนหลับแผ่วเบา ดวงตาคมทอดมองใบหน้าสวยหวานที่หลับตาพริ้มด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อจัดการตรงส่วนนี้เสร็จก็หยิบชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มเข้ารูปยาวเหนือเข่าคอวี แขนยาว ขึ้นมาสวมให้ร่างเพรียวต่อ ริมฝีปากหนาหยักยิ้มพอใจกับขนาดและรูปร่างที่เขากะประมาณเอง

ไซส์พอดีเป๊ะ ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่เน้นรูปร่างมากเกินไป แต่ก็ไม่ดูหลวมโพรกจนไม่เห็นสัดส่วน และเขาค่อนข้างพอใจกับชุดที่ตัวเองเลือก

ริมฝีปากหนาผุดยิ้มออกมาบางเบาพลางเอื้อมมือไปลูบผมนุ่มด้วยความเอ็นดู ดวงตาคมปลาบฉายแววอ่อนโยนอย่างยากที่ใครจะได้เห็น เขารู้ตัวดีว่าดวงตาคู่นี้ไม่เคยมองใครด้วยสายตาแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่วันที่รู้ว่าตัวเองโดนคนที่รักและไว้ใจหักหลัง นับจากวันนั้นมาเขาก็ไม่เคยคิดที่จะเชื่อใจใครอีก แล้วยิ่งจะมอบความรักให้ผู้หญิงคนไหนยิ่งไม่มีทาง เขายังไม่พร้อมที่จะมีรักครั้งใหม่กับใครทั้งนั้น เพราะหัวใจของเขาตอนนี้มันบอบช้ำเกินเยียวยา

หรือไม่เขาก็ยังไม่เคยลืมรักครั้งเก่า ถึงได้เจ็บปวดหัวใจอยู่อย่างนี้ ทุกครั้งที่นึกถึงคนคนนั้น หัวใจเขาก็เหมือนถูกเข็มนับพันทิ่มแทงลงมา เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว ความรู้สึกของเขาในตอนนั้นไม่ต่างจากคนใกล้จะตายเลยทีเดียว

แต่ที่ผ่านพ้นเรื่องราวในตอนนั้นมาได้ก็เป็นเพราะกำลังใจของคนรอบข้าง  ทั้งพ่อแม่และเพื่อนสนิท ชีวิตยังเป็นของเขา ลมหายใจยังเป็นของเขา แล้วเรื่องอะไรถึงต้องยอมตายเพื่อคนทรยศเพียงคนเดียว

 ชีวิตเขายังมีค่ามากกว่านั้น มากเกินกว่าจะทิ้งทุกอย่างไป...

ฟองซัวล์เริ่มหันมาจัดการกับตัวเองต่อ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าทันทีที่เขาลงจากรถพร้อมกับหญิงสาว สายตาของบรรดาลูกต้องมองมาอย่างล้อเลียนแน่นอน แล้วถ้ายิ่งขึ้นมาดูความเรียบร้อยบนรถ แล้วเห็นสภาพยับเยิน ข้าวของกระจัดกระจายเต็มไปหมดแบบนี้ วันรุ่งขึ้นต้องกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักของวันแน่ แต่คนพวกนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก เรื่องจะแพร่งพรายเรื่องของเจ้านายออกไปให้ภายนอกรับรู้โดยไม่ได้รับอนุญาตยิ่งไม่มีทาง บอดี้การ์ดที่มาทำงานกับเขาล้วนแล้วแต่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เข้าใจกฎระเบียบที่เขาวางไว้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งเครียดมาโดยตลอด

เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้แม่เสือสาวของเขาต้องอายม้วนต่อหน้าลูกน้องเขา เขาก็ต้องเก็บกวาดหลักฐานพวกนี้ด้วยตัวเอง

เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม รถคันหรูก็วิ่งตรงเข้าไปในบริษัทเคลื่อนเข้าไปจอดในลอดจอดรถตรงบล็อกของประธานบริษัท เมื่อรถจอดสนิท บานประตูก็เปิดออกช้า ๆ คนร่างสูงก้าวออกมาจากรถ ก่อนจะหันกลับไปช้อนร่างเพรียวขึ้นอุ้มในอ้อมแขนกอดกระชับไว้แน่นแนบอก ก่อนก้าวพาร่างตัวเองกับอีกคนเดินตรงไปยังลิฟต์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น และสำหรับคนที่มีคีย์การ์ดสีทองไว้ใช้ผ่านเข้าลิฟต์ แน่นอนว่ามีไม่กี่คนที่ได้ครอบครอง

ชาลิตายังคงหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่น เธอซุกเข้าหาอกแกร่งนอนหลับตาพริ้มฝันถึงเทพบุตรสุดหล่อ ทำเอาริมฝีปากอิ่มสีแดงเรื่อขยับยิ้มกว้าง ใบหน้าดูมีความสุขเสียจนคนมองมุ่นคิ้วเข้าหากันแน่นด้วยความสงสัย ก่อนจะแย้มยิ้มตาม  เมื่อถูกรอยยิ้มหวานมัวเมาลุ่มหลง และเคลิบเคลิ้มไปเลยทีเดียว

ชาลิตาก็เปรียบเสมือนเสือ ยิ่งล่ายากเท่าไร ตอนได้มาก็จะรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ได้มา และเขาก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เธอมีค่าที่จะเก็บไว้ครอบครอง

แม่เสือตัวน้อยของเขา คือ อาหารอันโอชะ รสชาติหวานล้ำละมุนลิ้ม หากวันไหนไม่ได้ลิ้มลอง เขาคงคลุ้มคลั่งแน่นอน

ฟองซัวล์ก้าวเข้ามาในห้องโดยการเปิดประตูให้ของจอห์น ลูกน้องคนสนิทของเขาอีกคน ร่างสูงก้าวผ่านคนสนิทไปยังห้องชั้นใน ซึ่งมีไว้ใช้เวลาต้องการพักผ่อนหรือต้องนอนค้างที่นี่ ด้านในเป็นโทนสีน้ำเงินฟ้า เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูหรูหรามีสไตล์บ่งบอกความเป็นตัวเองของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี นิสัยและบุคลิกเรียบง่ายแต่คงความมีระดับ เฮี้ยบหรูทุกกระเบียดนิ้วไม่ให้ขายหน้าที่เป็นถึงประธานบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ แต่กลับทำตัวโลโซไม่สมกับฐานะและชาติตระกูล

ชายหนุ่มจัดการวางร่างของหญิงสาวเอาไว้บนเตียงวางแผ่วเบา ขณะมือข้างหนึ่งคอยประคองศีรษะไม่ให้ตกลงกระแทกพื้นพร้อมกับอีกข้างที่ประคองแผ่นหลังบางเอาไว้ ฟองซัวล์จัดแจงท่านอนให้คนหลับอย่างนุ่มนวลเพราะไม่ต้องการรบกวนคนหลับให้ตื่นขึ้นมาตอนนี้ เขารู้ว่าเธอต้องการการพักผ่อนมาก ๆ ความอ่อนเพลียทำให้แม่เสือตัวน้อยหลับลึกขนาดถูกเขาอุ้มมาถึงชั้นบนแล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก

“หลับลึกเหมือนเด็กน้อยเลย...” เสียงหัวเราะหึในลำคอหลุดออกมาเบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่คลี่เล็กน้อย  ทั้งขบขันและเอ็นดูกับแม่เสือตัวน้อยจอมยั่วของเขา ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากเตียงผละตัวออกมายืนอยู่ข้าง ๆ พลางจ้องมองใบหน้าน่ารักยามหลับของอีกคน

ถ้าเป็นไปได้เขาอยากจะหนีการประชุมมานอนกกกอดร่างนุ่มนิ่มให้ชื่นใจ แต่เพราะทำแบบนั้นไม่ได้เขาถึงได้แอบหงุดหงิดใจอยู่อย่างนี้ การประชุมในวันนี้สำคัญมากเพราะเป็นการรวมตัวกันของผู้บริหารระดับสูงและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท และต่อเนื่องด้วยการประชุมของทีมงานที่ร่วมรับผิดชอบโปรเจ็กต์ใหม่ที่เพิ่งลงมือทำไปได้ไม่นาน แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามผลิตตัดหน้าไป แบบที่ดีไซน์ไว้ถูกคนในขโมยไปให้บริษัทคู่แข่ง ก่อนที่บริษัทเขาจะทันได้โปรโมทออกสื่อเสียอีก

มันเป็นความเจ็บใจอย่างหนึ่งแต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเกินไปนัก เพราะเขาคาดเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ พวกมันคงคิดว่าเขาโง่จนถึงขนาดไม่เตรียมการรับมืออะไรเอาไว้เลยสักอย่าง คงคิดว่าเขาจะโง่ปล่อยให้เรื่องแบบนั้นอีกเกิดขึ้นอีกซ้ำสอง ทั้งที่มันเคยเกิดขึ้นไปแล้วกับคนที่เขารักและไว้ใจนั่นเอง

เธอทรยศเขา หลอกให้เขารักจนหมดหัวใจ  ทำให้เขาลดความระวังตัว เป็นเหตุให้เธอขโมยเอกสารสำคัญไปให้กับบริษัทคู่แข่ง สุดท้ายคนที่เจ็บเจียนตายก็มีเพียงเขา ส่วนสองคนนั้นก็ไปเสวยสุขด้วยกัน

ดวงตาคมปลาบเปล่งประกายสว่างวาบลุกโชนไปด้วยเปลวไฟที่พร้อมจะลุกไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ก่อนจะอ่อนแสงลงเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าอ่อนหวานยามหลับผิดกับยามตื่นที่ดุดันโฉบเฉี่ยวเปลี่ยนเป็นคนละคน แม่เสือสาวของเขาน่ารักน่าใคร่ น่าปรารถนาไปทั้งตัว ขนาดหลับก็ยังปลุกสัญชาตญาณดิบในกายให้ลุกโชนได้ ยายแม่มดของเขาช่างร้ายกาจจริง ๆ

ฟองซัวล์มองคนหลับอีกครั้ง ก่อนจะทอดถอนใจออกมา การจะตัดใจทิ้งเรือนร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นของหญิงสาวไป มันเป็นอะไรที่ทำใจยากมาก ดวงตาคู่คมละออกจากใบหน้าของชาลิตาอย่างอ้อยอิ่งคล้ายกับไม่อยากไป แต่สุดท้ายก็จำต้องพาร่างตัวเองออกมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่ตัวเองจะเปลี่ยนใจตรงเข้ารังแกอีกฝ่ายอีกรอบ

เมื่อเดินออกมาถึงห้องทำงานเขาก็ถูกสายตาล้อเลียนของลูกน้องคนสนิททั้งสองคน อีริคอมยิ้มเล็กน้อยต้อนรับเจ้านายที่ปั้นหน้ายากพลางแผ่รังไอเย็นออกมารอบตัวเพื่อข่มขวัญ ขณะที่จอห์นพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้สุดความสามารถกลัวว่าจะถูกสายตาดุดันตวัดมองอย่างเชือดเฉือน ก็นะ เจ้านายของพวกเขาน่ากลัวออกอย่างนี้เป็นใครก็ต้องกลัวกันทั้งนั้น

แต่ขออย่างเดียว...ขอให้ในอนาคตนายหญิงไม่หงอกลัวเจ้านายเหมือนพวกเขาก็พอ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเขาแย่แน่

ตึก

“อีกสิบห้านาทีจะได้เวลาเข้าประชุมแล้วครับ” จอห์นเอ่ยขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ ก่อนเดินตรงเข้าไปส่งแฟ้มเอกสารในมือให้กับเจ้านายหนุ่มมาดขรึมติดเย็นชา โดยเฉพาะดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวสีฟ้าเข้มที่สามารถฉุดกระชากให้คนที่พบเห็นตกอยู่ลงไปในท้องทะเลลึกจมดิ่งสู่ใต้มหาสมุทรได้

“อืม เดี๋ยวอีกสักพักฉันจะตามไป พวกนายเข้าไปดูความเรียบร้อยในห้องประชุม ตรวจดูความผิดปกติในห้องด้วย อย่าให้เหมือนกับคราวที่แล้วเด็ดขาด”

“ครับ ๆ ๆ เจ้านายเองก็อย่าลืมตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองนะครับ แหม...ผมเผ้ายุ่งเหยิงวะขนาดนี้ พวกลูกน้องเห็นเข้าคงได้เข้าใจผิดคิดว่าเจ้านายไปทำอะไรมา...” สายตามีเลศนัยของคนตรงหน้าเรียกสายตาดุดันของผู้เป็นเจ้านายได้เป็นอย่างดี ทำเอาคนถูกมองรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างไรบอกไม่ถูกรีบหุบปากฉับทันที แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายส่งสายตาหยอกล้อส่งไปให้เจ้านายก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไปทันที

“เอ่อ...”

“จะอยู่รออะไร ออกไปได้แล้ว”

“ครับ ๆ แต่เจ้านายอย่าลืมที่ไอ้จอห์นมันพูดไว้นะครับ ถ้าเจ้านายออกไปในสภาพนี้ถูกแซวแน่ แล้วจะหาว่าผมไม่บอกไม่ได้นะครับ”

“เออ! รีบไสหัวไปก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้!

“ตั้งแต่มีเมียนี่ดุใหญ่เลยนะครับ”

“อีริค...” เสียงคำรามทุ้มต่ำในลำคอทำให้คนฟังอดขนหัวลุกไม่ได้ โดยไม่ต้องรอให้เจ้านายพูดอะไรอีก อีริคก็รีบหุนหันออกไปจากห้องทันที ถ้าขืนชักช้ากว่านี้มีหวังเขาได้ถูกเจ้านายไล่เตะแน่ เห็นมาดนักธุรกิจแบบนี้ แต่ฝีไม้ลายมือเรื่องการต่อสู้ไม่ธรรมดาเลยนะ น่ากลัวว่าต่อไปในอนาคตเจ้านายจะโหดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหึงหวงนายหญิง ซึ่งคงหนีไม่พ้นคุณชาลิตา

 

ฟองซัวล์จัดการอาบน้ำแต่งตัวใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากกลัวว่าจะถูกบรรดาลูกน้องล้อเลียนอีก สองเท้าก้าวออกจากห้องพาร่างสูงสมาร์ตเกินมาตรฐานแต่กลับโดดเด่นมีสง่าราศีจนใครต่อใครก็ต้องก้มหัวให้ เพราะเกรงกลัวต่ออำนาจและอิทธิพลมืดที่ชายหนุ่มมีอยู่ ทันทีที่มาถึงฟองซัวล์ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ก่อนจะถูกสายตากว่าสิบคู่จ้องมองมาเป็นตาเดียวด้วยความเร็ว หากแต่เขาไม่คิดสนใจให้เสียเวลาเดินตรงไปนั่งยังเก้าอี้หลังโต๊ะตัวยาวในตำแหน่งของประธานตรง

ด้านขวามือเป็นเพื่อนคนสนิทของเขา เดโรครอป เบรค ส่วนซ้ายมือเป็น เจเรมี่ จีเจเซฟ เพื่อนสนิทของเขาอีกคนเช่นกัน ซึ่งทั้งสองมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของที่นี่ จึงสามารถเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ได้ เมื่อทุกคนเข้ามาครบแล้ว เลขาส่วนตัวของฟองซัวล์ก็เริ่มแจกแฟ้มการประชุม และทันทีที่ทุกคนเห็นรายละเอียดของเอกสารในแฟ้มก็ถึงกับอุทานด้วยความตกใจ เมื่อรู้ว่าเอกสารลับของบริษัทถูกขโมยไป สีหน้าของแต่ละคนดูแตกตื่นต่างจากท่านประธานบริษัทที่นิ่งขรึม ใบหน้าเรียบตึงจนเดาความรู้สึกไม่ออก ทว่าแววตากลับเข้มขึ้นคล้ายกับน้ำทะเลลึกที่กำลังมีพายุก่อตัวอยู่ ท่าทางนิ่งสงบเยือกเย็นแบบนั้นอดทำให้พวกเขาหวาดหวั่นไม่ได้ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะถูกสงสัยว่าเป็นขโมยเอกสารพวกนั้นไปหรือเปล่า หวังท่านประธานจะไม่สงสัยในตัวพวกเขา...

“ผมไม่เข้าใจว่าเรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ที่แน่ ๆ มันส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก สปอร์ตคาร์ที่เพิ่งผลิตออกมาดันไปซ้ำกับบริษัทคู่แข่ง ทั้งที่ดีไซน์เป็นของบริษัทเรา พวกคุณคิดว่าจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง” ฟองซัวล์พูดด้วยท่าทีเฉยชา ขณะที่ดวงตากวาดมองไปยังทุกคน ทั้งสีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าจะไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่าย ๆ และนั่นเริ่มทำให้ใครบางคนเผยพิรุธออกมาโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มดึงสายตากลับเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเขารู้แล้วว่าใครเป็นคนทำ

“แล้วทีนี้พวกเราจะทำอย่างไรดีล่ะครับ รถก็ผลิตออกมาเสร็จแล้ว จะให้แก้ไขอะไรตอนนี้ก็ไม่ทัน แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยบริษัทจะต้องเสียหายมากแน่ ๆ ผมคิดว่าพวกเราควรจะฟ้องบริษัทคู่แข็งที่ขโมยงานของเราไปนะครับ” โชตผู้จัดการฝ่ายการผลิตเสนอความคิดเห็นเป็นคนแรก น่าแปลกที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่เขากลับไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนกเขา หรือว่าท่านประธานจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้

ความคิดนั้นทำให้เขาตระหนกแต่ก็เลือกที่จะปิดปากเงียบไม่พูดอะไรออกไป การที่ท่านประธานทำแบบนี้ก็คงมีเหตุผลของท่าน เขาไม่ควรเข้าไปขัดขวางแผนการที่วางไว้เดี๋ยวจะทำให้เสียเรื่อง

“เรื่องนั้นผมต้องจัดการแน่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ที่ผมต้องการคือหาตัวคนทำมารับผิดให้ได้ ผมขอถามว่า...ใครเป็นคนขโมยเอกสารของบริษัทไปให้บุคคลภายนอก ถ้าสารภาพผิดมาตอนนี้ผมจะไม่เอาเรื่อง แต่ถ้าไม่...ผมจะหาตัวคนทำผิดเองและจัดการส่งให้ตำรวจไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ ผมก็จะทำให้คนคนนั้นต้องติดคุกและไม่มีโอกาสได้ออกมาสร้างความรำคาญหูรำคาญตาผมอีก ผมจะขอถามเป็นครั้งสุดท้าย มีใครจะสารภาพกับผมไหมว่าเป็นคนทำ” ดวงตาคมกริบดุจใบมีดตวัดมองใบหน้าซีดเผือดกระวนกระวายของแต่ละคน ในใจร่างสูงพานคิดไปว่าคนพวกนี้ช่างน่าสมเพชนัก ทำผิดแต่ไม่กล้ายอมรับผิด ชีวิตคงเจริญหรอก

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการโดนทรยศหักหลังอีกแล้ว

“เมื่อไม่มีใครยอมรับสารภาพก็เตรียมตัวโดนหมายศาลได้เลย ผมบอกแล้วนะว่าครั้งนี้เอาจริงและจะไม่มีการปรานีใด ๆ ทั้งสิ้นสำหรับคนทำผิด เลิกการประชุมได้”

พูดจบ ร่างสูงสง่าแฝงความน่าเกรงขามก็ผุดลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทันทีโดยไม่คิดจะหันกลับมามองคนที่อยู่ด้านหลังอีกว่าจะมีสีหน้าอึ้งทึ่งแค่ไหนกับการกระทำของเขา เดโรครอปกับเจเรมีที่เห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความเร็ว แต่ก่อนที่จะได้เดินออกไปจากห้องชายหนุ่มทั้งสองก็หยุดชะงักเท้า ก่อนจะหันกลับมามองสีหน้าของแต่ละคนพลางยกยิ้มมุมปากอย่างมาดร้าย แววตาฉายชัดถึงความสนุกระคนสะใจ พวกเขาหวังว่านี้จะโง่พอที่จะเผลอทำในสิ่งที่พวกเขาหวังให้เป็นจริง

เอาเถอะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จะเล่นสนุกกับพวกมันทั้งที่ก็ต้องเอาให้มันสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย จะมาดูถูกคู่ต่อสู้ไม่ได้เด็ดขาด ดูท่าฝั่งนั้นก็คงไม่คิดจะยอมแพ้ง่าย ๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้นพวกเขาเองก็จะลุยเต็มที่เหมือนกัน จะบดขยี้พวกมันให้แหลกคามือให้สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำเอาไว้อย่างเจ็บแสบ ว่าแต่ไอ้เอมันจะรีบไปไหนของมัน เพื่อนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งที แทนที่จะอยู่คุยกันให้หายคิดถึง แต่กลับหนีหน้าพวกเขาไปซะงั้น...

เพื่อนเลว!

อย่าให้เจอหน้านะ จะด่าให้ยับเลย

“มันหายหัวไปไหนแล้วเนี่ย! เดินเร็วเป็นบ้าเลย” เจเรมี่สบถอย่างหัวเสีย เมื่อตามหาเพื่อนรักไม่เจอ

“เดี๋ยวไปถามอีริคกับจอห์นก็รู้น่า ทำเป็นหงุดหงิดไปได้ แกเองก็เคยหายหัวไปไม่ใช่หรือไง” เดโรครอปโต้กลับเพราะรู้สึกหมั่นไส้กับท่าทีจริงจังของอีกคน ปกติเวลาไอ้เอหายไปไหน ไอ้คุณจีก็ไม่เคยคิดจะสน แล้วพอมาวันนี้ทำมาเป็นโวยวาย มันน่าตบกะโหลกร้าวจริง ๆ

“แกเข้าข้างมันเหรอวะไอ้คุณบี! แกก็เห็นว่าไอ้คุณเอมันทิ้งให้พวกเราต้องเผชิญหน้ากับพวกน่าสมเพชพวกนั้น มันใช้ได้ที่ไหนวะ วันหลังจะไปก็ส่งซิกบอกกันสักนิดก็ได้ มันไม่รู้หรือไงว่าเวลาที่ต้องอยู่กับพวกนั้น ฉันสะอิดสะเอียนแค่ไหน ถ้าไม่เห็นแก้ผลประโยชน์ในวันข้างหน้าจะไล่ตะเพิดพวกนั้นออกไปให้หมดเลย ในหัวสมองของพวกนั้นมีแต่ความคิดที่จะทำลายพวกเรายังจะปล่อยเอาไว้อีก พวกเราให้เงินเดือนพวกมันไม่พอรึไงวะถึงได้ต้องวิ่งแจ้นไปขอเงินจากฝ่ายตรงข้ามอีก แล้วถ้าจะไปก็ไปแต่ตัวสิ เสือกมาขโมยข้อมูลของบริษัทเราไปให้ฝ่ายนั้นทำไม เลวสิ้นดี!

“แหกปากด่าพวกมันจนพอใจหรือยัง? ถ้าพอใจแล้วก็เดินต่อสักที ยืนตรงนี้นาน ๆ แล้วมันร้อนเว้ย! หัดเข้าใจเสียบ้าง!

“เออ! พอใจแล้ว! หงุดหงิดเว้ย เบื่อ ๆ  ๆ  ๆ  มันจะอะไรหนักหนาวะกับชีวิตเนี่ย?! ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ “

“เพราะว่าแกมันโง่ไง ไปได้แล้ว ป่านนี้มันหนีกลับบ้านไปแล้วมั้ง มัวแต่บ่นอะไรไร้ร้สาระอยู่ได้ เร็ว ๆ เลย”

“ดุตลอด ระวังเถอะจะหาเมียไม่ได้”

“อยากมีตายนักแหละ”

“ก็ไม่แน่นะ แม่สาวหน้าหวานอาจจะเป็นเมียแกในอนาคตก็ได้ เห็นข่มได้ข่มดี อีกสักพักคงข่มเหงรังแกเขาล่ะสิ ฮะ ๆ “ เจเรมี่แกล้งหัวเราะเสียงดังด้วยความขบขันพลางทำสายตาเจ้าเล่ห์ ดวงตาพราวระยับจ้องมองอีกคนอย่างรู้ทัน และนั่นแหละที่ทำให้เขาเกือบถูกมันไล่เตะ ดีนะที่หลบได้ทัน ไม่อย่างนั้นก้นของเขาได้ระบมแน่ ก่อนจะวิ่งพาร่างตัวเองมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของฟองซัวล์ทันที โดยมีเสียงตะโกนด่าไล่หลังของเดโรครอปพุ่งตามมา

“ฉันไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายเหมือนแกหรอกไอ้จี! ความคิดเลว ๆ แบบนี้ก็มีแต่แกเท่านั้นแหละที่คิดได้ กลับมานะโว้ย! ฝากไว้ก่อนเถอะ คนอย่างฉันไม่มีวันไปคว้ายายหน้าหวานอ่อนเดียงสาพรรค์นั้นมาทำเมียหรอก โดนนิดโดนหน่อยก็สะดุ้งตกใจเหมือนกับโดนผีหลอก เนื้อตัวทำด้วยทองคำรึไงวะ ห่วงตัวชะมัด แต่ก็...น่ารักดี เวรเอ๊ย! อย่าไปตกหลุมยายผู้หญิงบ้านั่นเด็ดขาดเลยนะไอ้บี แกยังมีสาว ๆ หุ่นสะบึมมีให้เลือกอีกเยอะ จะไปสนใจทำไมวะกับไอ้แค่ผู้หญิงคนเดียว ไม่รู้ป่านนี้จะมาทำงานหรือยัง เฮ้อ...ผ่านไปไม่ถึงวันก็คิดถึงเสียแล้ว” เดโรครอปถึงกับยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน ความคิดถึงกำลังฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น ร่างกายมันปวดหนึบรวดร้าวอยากระบายอัดอั้นกับแม่สาวหน้าหวานที่เพิ่งถูกเขาเขมือบไปเมื่อวานนี้เอง

หวังว่าจะไม่ร้องห่มร้องไห้แล้วหนีหายไปหรอกนะ ยายเด็กนั่นคงไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นหรอกใช่ไหม ชักจะใจคอไม่ดีแล้วสิ

ชายหนุ่มรูปร่างกำยำองอาจสะบัดศีรษะไปมาแรง ๆ หวังไล่ภาพใบหน้าอ่อนหวานกับรอยยิ้มแสนซื่อออกไปจากสมองทำไม่สำเร็จ เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานกำลังรบกวนจิตใจเขาอยู่ ยายนางฟ้าซื่อบื้อนั่นใครจะคิดว่าหวานไปทั้งเนื้อทั้งตัวแบบนั้น แค่ได้ลิ้มลองเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เขาแทบคลั่ง อยากจับกินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยทีเดียว

นี่อย่าบอกนะว่าเขาหลงเสน่ห์ยายเด็กนั่น ไม่อยากจะเชื่อเลย!

 

ฟองซัวล์รีบตรงดิ่งกลับมายังห้องของตัวเองด้วยความเร็ว เขารู้สึกว่าถ้ากลับมาช้ากว่านี้ บางทีเขาอาจได้ระเบิดอารมณ์กรุ่นโกรธของตัวเองกลางห้องประชุมแน่ ๆ ถึงเขาจะเป็นคนใจเย็นก็ไม่ได้หมายความจะโกรธไม่เป็นหรอกนะ พวกมันคิดว่าเขามีความอดทนมากถึงขนาดนั้นเลยหรือไง ถึงได้ยั่วให้เขาโมโหแทบกระอักอย่างนี้ หรือเป็นเพราะเขาใจดีมากเกินไป พวกมันถึงได้ย่ามใจคิดจะเล่นงานเขายังไงก็ได้อย่างนั้นสินะ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้สาองเท้าของฟองซัวล์หยุดชะงัก ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองด้วยความสงสัย แต่พอเห็นว่าเป็นใครก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วถอนหายใจยาว

“มีอะไร”

“เจ้านายยังเหลือเข้าประชุมอีกรอบนะครับ กับทีมดีไซน์ จะมาแอบอู้แบบนี้ไม่ได้ เชิญที่ห้องประชุมเล็กครับ” จอห์นทำหน้าที่ได้ดีไม่มีบกพร่องแต่เสียอย่างเดียวที่ไม่ดูสีหน้าคนฟังว่าตอนนี้สีหน้าเยือกเย็นแค่ไหน หากเผลอเข้าไปใกล้อาจโดนฉีกทึ้งร่างแหลกเหลวเป็นจุณแน่ จนอีริคที่เดินเข้ามาถึงต้องรีบลากตัวคนซื่อบื้อออกไปก่อนที่จะโดนฆาตกรรมของจริง

เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ ฟองซัวล์ก็มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปาก ประกายตาเลือดเย็นปรากฏให้เห็นเพียงแวบเดียวก็หายไปอย่างรวดเร็วคงเหลือก็แต่ใบหน้าเรียบนิ่งติดเย็นชาดังเดิม สองเท้าก้าวตรงเข้าไปยังห้องชั้นในสุด ซึ่งเป็นห้องนอนที่มีใครอีกคนนอนหลับฝันดีอยู่ ร่างสูงเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียงพลางใช้ดวงตาคมกริบจ้องมองแม่เสือสาวนิ่งพร้อมกับริมฝีปากหนาที่เผยยิ้มออกมา ถ้าเพียงหญิงสาวจะลืมตาตื่นขึ้นมาสักนิดก็จะมีโอกาสได้เห็นสายตาอ่อนโยนที่ห่างหายไปแล้วหลายปี แววตารักใคร่ทะนุถนอมแบบนี้ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ครอบครอง

น่าเสียดายแทนเจ้าตัวจริง ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เห็น

ฟองซัวล์ไม่คิดอยู่กวนการนอนหลับของแม่เสือสาวก็ถอยหลังก้าวออกไปจากห้องอย่างเชียบพร้อมทั้งประตูที่ปิดลงแน่นสนิท โดยหารู้ไม่ว่าหลังจากทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ คนที่เขาคิดว่าหลับก็ลืมตาขึ้น ก่อนเหม่อมองเพดาน

สายตาแบบนั้น...มันอะไรกัน

ถ้าเธอจะคิดเข้าข้างตัวเองสักครั้งว่าเขาก็มีใจให้ จะได้หรือเปล่า

เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ชาลิตาก็เลือกที่จะหลับตาลงไปอีกครั้ง อย่างน้อยตอนอยู่ในฝัน เขาก็ตอบรักเธอ หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะไม่มีทางเสียใจเด็ดขาด ต่อให้เขาจะทิ้งเธอไปมีคนใหม่ เธอก็พร้อมจากไป เธอจะไม่เรียกร้องอะไร จะไม่รั้งเขาเอาไว้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธอได้เลือกแล้ว

เลือกที่จะอยู่ในสถานะนี้ แม้ว่าจะเจ็บ แต่มันก็คุ้มที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ใช้หัวใจไว้รักใครสักคน

การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิด มันคือสิ่งที่สวยงามที่สุด แม้บางครั้งอาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของเราก็ตาม...

 

เจเรมี่รีบก้าวขาฉับ ๆ ไปหาเพื่อนรักสุดสวาทขาดใจที่บังอาจทิ้งให้เขาต้องอยู่คนเดียวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง หากแต่ต้นเหตุกลับไม่คิดสนใจมองเดินผ่านไปราวกับอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุไร้ซึ่งตัวตน ขณะเดียวกันเดโรครอปก็ตรงเข้ามาสมทบด้วยสีหน้าสับสนว้าวุ่นใจ ดูเหมือนในที่นี้จะไม่มีใครเป็นปกติเลยสักคน ต่างฝ่ายต่างก็มีเรื่องเครียดแต่กลับต้องพยายามกลบเกลื่อนเอาไว้ เพื่อไม่ให้ถูกล้อ

“คิดถึงแม่สาวหน้าหวานล่ะสิ ทิ้งกันไปมีเมียให้หมดเลยไป” เจเรมี่อดใจไม่ไหวจนต้องค่อนแขวะใครสองออกไป เดโรครอปเอื้อมมือไปตบศีรษะคนพูดด้วยความหมั่นไส้ เล่นเอาคนถูกกระทำร้องลั่นยกมือขึ้นลูบหัวตัวองปอย ๆ พลางทำหน้าตาน่าสงสารเสียเต็มประดา

เพี๊ยะ

“มันเจ็บนะเว้ยไอ้คุณบี! แกมาตบหัวฉันทำไม?!

“ตบให้หมาหลุดออกจากปากไง เลิกแซวได้แล้ว ทีเรื่องของตัวเองพวกฉันยังไม่อ้าปากพูดอะไร ยายเด็กที่มาคัดตัวเป็นนักแสดงนำอะไรนั่นได้ข่าวว่าสาวเซ็กซี่กระชากใจไม่ใช่เหรอ แถมยังฮอตช่าสุด ๆ แม่ร้ายเดียงสานั่นไม่ได้ทำให้หวั่นไหวจริงหรือ”

“บ้า ใครจะไปรู้สึกอะไรแบบนั้น ช่างยั่ว แถมยังมั่วอีกต่างหาก ไม่รู้ใช้เต้าไต่ไปกี่คนแล้ว ข่าวนี่ว่อนเลย มีแต่เรื่องอื้อฉาวทั้งนั้น แดกไม่ลงหรอก”

“งั้นเหรอ...” ฟองซัวล์กระตุกยิ้มเล็กน้อยพลางมองเพื่อนหนุ่มด้วยสายตารู้ทัน เจเรมี่ไม่ตอบอะไรแค่เม้มปากแน่นเท่านั้น อันที่จริงเขาก็แอบรู้สึกอยากเล่นด้วยอยู่เหมือนกันแต่เรื่องอะไรจะต้องบอกให้พวกมันรู้ จริงไหม?

“ไอ้ผู้ร้ายปากแข็งอย่างมันไม่ยอมรับสารภาพหรอก เดี๋ยวอีกสักพักก็วิ่งแจ้นไปหาเขาเองแหละ ว่าแต่แกเถอะคุณเอ หายหัวไปไหนมา พวกฉันตามหาซะทั่วเลย”

“ไปเดินเล่น” เสียงทุ้มตอบกลับไปแบบไม่ต้องคิด แต่นั่นยิ่งทำให้เพื่อนสองคนยิ่งสงสัย ดวงตาสองคู่หรี่มองเพื่อนรักอย่างจับผิด แต่แล้วก็ต้องถอนหายใจยาว เมื่อไม่พบอะไร แต่เสี้ยววินาทีที่กำลังถอดใจ เสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของเสียง

“ใครบอกล่ะครับว่าไปเดินเล่น เจ้านายแอบแวบไปดูนายหญิงที่ห้องมาครับ”

“หือ นายหญิง? เรื่องมันเป็นมายังไง ช่วยเล่าให้พวกฉันฟังหน่อยซิ”

“อย่างนี้ครับ คือว่า...”

“หุบปากเดี๋ยวนี้อีริค  ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

“เฮ้ย! ได้ไงอะ เดี๋ยวนี้หัดมาความลับแล้วเหรอ?! เฮ้! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ฉันยังพูดไม่จบ ตกลงว่าไงริค นายหญิงที่ว่านี่เป็นใคร ใช่คนเดียวกับเจ้าหญิงที่ฉันเล็งไว้หรือเปล่า??”

“เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผมคงพูดต่อไม่ได้แล้ว แต่ถ้าคุณจีกับคุณบีอยากรู้ว่าเป็นใคร ตามสืบเอาเลยครับน่าจะรู้ว่าเป็นใครได้ไม่ยาก ขอตัวก่อนนะครับ” อีริครีบโค้งศีรษะลงทันทีที่พูดจบ ก่อนจะรีบเร่งเดินออกไปจากตรงนี้ ก่อนที่เจ้านายจะย้อนกลับมาเห็นเข้า แล้วเขาจะซวย

เจเรมี่หันมาขอความเห็นจากคนที่ยืนนิ่งอยู่ เดโรครอปมองตอบกลับไป ก่อนจะยักไหล่เล็กน้อยพลางพูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ สายตาเปล่งประกายวาววับอย่างคนนึกสนุก

“เดี๋ยวคืนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าจะใช่แม่สาวทอมบอยคนนั้นหรือเปล่า เพราะถ้าใช่...มาดามเอดิซาคงตกเป็นของเธอจริง ๆ “

“โอ้ไม่นะ เจ้าหญิงสุดสวยของฉัน!

“อยากถูกมันฆ่าตายก็เอาสิ ไปแย่งเอามาเลย หึ  ๆ ”

“จะบ้าเรอะ! ฉันยังไม่อยากอายุสั้นตอนนี้ ขืนไปทำแบบนั้นไม่รอดแน่ ไอ้คุณเอมันเอาฉันตายสิไอ้เพื่อนเวร สลบคาตีนมันแน่”

“รู้แล้วก็ดี อย่ามายุ่งกับของรักของหวงของมันเด็ดขาด ถ้าไม่อยากตาย ไปได้แล้ว ป่านนี้คนอื่นรอเข้าประชุมกันหมดแล้ว อยากให้เสือมันออกจากถ้ำก็ต้องหาเหยื่อไปล่อ มันถึงจะยอมออกมาจากที่ซ่อน อีกไม่นานมันต้องติดกับเราแน่ หึ ๆ “ เดโรครอปกระตุกยิ้มร้าย ก่อนหันหลังเดินตามฟองซัวล์ไปทันที

“สำบัดสำนวนจริง ๆ เฮ้อ ชักจะอิจฉาไอ้เสือของเราแล้วสิ เย็นชาออกอย่างนั้น ทำไมสาวถึงรักถึงหลงนักนะ น่าหมั่นไส้จริง ๆ เลยว่ะ หวังว่าสักวันฉันจะมีโอกาสได้พบกับคนคนนั้นจริง ๆ สักที”

เจเรมี่พึมพำเสียงเบาในลำคอพลางเงยหน้าขึ้นหลับตาลง ก่อนวินาทีต่อมาจะเปิดเปลือกตาขึ้นปิดบังความอ่อนล้า แล้วเดินตามอีกคนไป...

โชคชะตาเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าความรักจะเป็นสิ่งที่สวยงามหรือไม่ แต่เมื่อได้ลองรักใครสักคน อย่างน้อยหัวใจก็ไม่เงียบเหงา และบางทีอาจได้พบกับคนที่ใช่จริง ๆ

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha