รสรักล่าสวาท (จบแล้ว)

โดย: อรุณรัศมี



ตอนที่ 12 : แผนร้ายซ่อนกลลวง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่12

แผนร้ายซ่อนกลลวง

 

ร่างสูงของฟองซัวล์ก้าวตรงเข้าไปยังห้องประชุมเล็ก ซึ่งเป็นที่นัดหมายของทีมดีไซน์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ เมื่อเข้ามาถึงด้านใน สายตากว่าสิบคู่ก็หันมามองแทบจะในทันทีที่เขาปรากฏตัว ชายหนุ่มไม่คิดสนใจเดินตรงเข้าไปนั่งประจำที่ด้วยความเร็ว สีหน้ายังคงเรียบนิ่งแฝงแววเย็นชาจนยากที่จะคาดเดาอารมณ์ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความมาคุให้ความรู้สึกอึมครึมคล้ายกลับฝนกำลังจะตกลงมา คาดว่าน่าจะเป็นพายุฝนกระหน่ำเสียด้วย ท่าทางของท่านประธานในเวลานี้สร้างความกดดันให้กับพวกเขาไม่น้อย ขนาดจะถอนหายใจยังแทบไม่กล้าเลย ดูเหมือนว่าคราวนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะสาหัสเอาการ

ฟองซัวล์ยังคงเงียบต่อไปอย่างใช้ความคิด ขณะรอเพื่อนหนุ่มอีกสองคน ซึ่งมีตำแหน่งรองลงมาจากเขาเท่านั้น ไม่รู่ว่าป่านนี้แล้วทำไมพวกมันยังไม่ตามเข้ามาอีก สงสัยคงแอบคุยกันเพลินอีกแล้วมั้ง แต่บ่นในใจไปได้ไม่ทันไร บานประตูสูงใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาด้วยน้ำมือของร่างสูงเพรียว เจ้าของใบหน้าหล่อเหลา แววตาขี้เล่นเป็นเอกลักษณ์และรอยยิ้มทรงเสน่ห์ชวนเคลิบเคลิ้มที่ใช้หลอกล่อสาว ๆ ให้หลงติดกับ

พลั่ก

“ฮูวววว! รอนานไหมเอ่ย  ก็อย่างนี้แหละครับ คนหล่อย่อมมาช้าเป็นธรรมดา แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมบรรยากาศถึงได้มาคุแบบนี้ ดูสิ ขนลุกไปหมดแล้ว อ๋อ...ที่แท้เป็นเพราะท่านประธานของเรานี่เองที่แผ่รังสีไอเย็นออกมา”

“แกนี่ยังไงวะ ยังจะมีหน้าไปหยอกล้อมันอีก ไม่เห็นหรือไงว่าบรรยากาศมันตึงเครียดอยู่ ไม่อยากตายอยู่ตรงนี้ก็รีบเข้าไปนั่งที่ได้แล้ว เดี๋ยวไอ้คุณเอมันก็ลุกขึ้นมากระทืบหรอก”

“กลัวฉิบหายเลย ยอมไปนั่งแล้วก็ได้” เสียงทุ้มขี้เล่นบ่นอุบเบา ๆ ก่อนจะยอมเดินไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ตาระหว่างทางก็ไม่วายเล่นหูเล่นตากับชาวบ้านไปทั่ว จนเดโรครอปทนไม่ไหวเดินเข้าไปตบศีรษะด้วยหมั่นไส้เป็นเหตุให้คนถูกตบร้องโวยวายดังลั่น ก่อนจะทำหน้าตาน่าสงสารร้องขอความเห็นใจ ทว่ากลับไม่มีใครสงสารเลยสักคน

คนพวกนี้ใจร้ายชะมัด คิดจะเห็นใจเขาสักคนก็ไม่มี เขาเป็นผู้ถูกกระทำนะเว้ย  สงสารกันหน่อยสิ!

ครั้นเห็นสีหน้าบูดบึ้งของคนขี้งอน เสียงหัวเราะขบขันของทุกคนก็ดังขึ้นพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มที่ผุดออกมา บรรยากาศตึงเครียดสลายไป เพราะแต่ละคนมีสีหน้าผ่อนคลายลงมาก จนคนถูกหัวเราะใส่กระตุกยิ้มพอใจ ดวงตาเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ ก่อนหายไปอย่างรวดเร็ว เจเรมี่กอดอกแน่นพลางทำหน้างอง้ำรอคอยให้มีใครสักคนมาปลอบ แต่รอจนแล้วจนรอดก็ไม่มี คราวนนี้แหละเขาถึงได้งอนของจริง

“นี่! ไม่คิดจะง้อกันหน่อยหรอ ฉันงอนอยู่นะ” เจเรมี่ร้องประท้วงขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลวาววับจับจ้องไปที่ใบหน้าของแต่ละคน ก่อนจะถูกท่านประธานบริษัทที่มีอำนาจมากกว่าสั่งให้เปิดการประชุมโดยมีเขานั่งทำหน้าเหวอ อ้าปากค้างด้วยไม่คิดว่าเพื่อนรักจะหักหน้ากันแบบนี้

ใจร้ายซะไม่มี

“เริ่มเปิดการประชุมได้”

“ครับ ท่านประธาน” สินธุรับคำ ก่อนลุกขึ้นยืนไปเปิดโปรเจคเตอร์ให้ฉายแสงไปยังผืนผ้าใบด้านหน้า ก่อนเลื่อนสไลด์ภาพในคอมฯ เปิดข้อไฟล์งานดีไซน์ที่ถูกขโมยไป

เมื่อทุกคนได้เห็นภาพสปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ของบริษัทคู่แข่งกับของบริษัทตัวเองก็ต้องพากันอุทานตกใจเพราะตัวแบบที่ดีไซน์ไว้เรียกได้ว่าเหมือนกันเกือบทั้งหมด เว้นแต่สีและอะไหล่บางตัวถูกดัดแปลงนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนรูปทรงและฟังค์ชั่นถูกก๊อปปี้ไปทั้งหมด แล้วอย่างนี้สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งผลิตเสร็จไปจะทำอย่างไรดีล่ะ ในเมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามชิงตัดหน้าเปิดตัวไปก่อนแล้ว แถมยังจดลิขสิทธิ์ไปแล้วด้วย ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น คราวนี้บริษัทได้เสียหายหลายร้อยล้านแน่

“มันเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรคะ ทั้ง ๆ ที่แบบเป็นข้อมูลลับของบริษัท แล้วทำไมถึงถูกขโมยไปง่าย ๆ แบบนี้ แถมยังผลิตเสร็จแล้วด้วย แบบนี้บริษัทเราก็เสียหายแย่สิคะ” ศศิภาอดกังวลไม่ได้ เธอเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบดีไซน์สปอร์ตคาร์ในครั้งนี้ด้วย การที่ชิ้นงานถูกขโมยไปทำให้เธอรู้สึกแย่จริง ๆ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลย

ฟองซัวล์เข้าใจถึงความรู้สึกของเธอดี แบบที่พวกเราทุกคนช่วยกันคิดมา ร่วมแรงร่วมใจอดหลับอดนอนก็เพราะงานนี้ แต่จู่ ๆ พอเสร็จแล้วกลับถูกขโมยไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ว่าถูกขโมยไปก็สายไปเสียแล้ว ครั้งนี้พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ นอกจากยอมรับผลที่ตามมา

“ใช่ ตอนนี้เราไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว แต่โชคดีอย่างหนึ่งที่คราวนี้ฝ่ายผลิตคนเก่งของเราได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้รับมือในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทของเราค่อนข้างจะถูกโจมตีจากหลายฝ่าย นอกจากจะต้องรับมือกับศึกนอกแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นศึกภายใน ตอนนี้ทุกคนไม่ต้องกังวลอะไรมาก แค่รอดูอยู่เฉย ๆ ก็พอ ส่วนที่เหลือผมจะจัดการเอง และที่เรียกมาประชุมในวันนี้ก็เพราะคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงทำให้ทุกคนกังวลไม่น้อย ผมก็เลยเรียกประชุมเพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ ผมรู้ว่าทุกคนรู้สึกแย่แค่ไหน ผมผิดเองที่ทำอะไรไม่รอบคอบ ทำให้งานของบริษัทได้รับเสียหาย แต่นี่จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่เตือนให้ผมรู้ว่า...อย่าไว้ใจใครอีก”

ถึงสีหน้าจะยังคงเฉยเมยไม่ได้มีอารมณ์ไปกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หากแต่แววตาดุดันน่าเกรงขามก็ทำให้คนถูกมองกลืนน้ำลายไม่ลงคอเช่นกัน สีหน้าหวาดหวั่นกับดวงตากลอกกลิ้งลอกแลกไม่มั่นใจของใครหลายคนสร้างความพอใจให้กับฟองซัวล์ไม่น้อย การออกมาพูดอะไรให้ชัดเจนในวันนี้ ไม่ใช่แค่ต้องการเตือนให้คนที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดของบริษัทรู้ตัวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประกาศศึกกับผู้บงการอีกด้วย

เขาพอใจในการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นอย่างมากและคิดว่ามันจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน การรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมานก็จริง แต่ถ้าเทียบกับผลที่จะตามมา มันช่างคุ้มค่าจริง ๆ

“แบบนี้มันน่าเจ็บใจจริง ๆ เลยนะครับ! พวกเราโดนเล่นงานไปตั้งเยอะแต่กลับทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยสักอย่าง ทำไมพวกมันถึงได้น่าด้านแบบนี้ ขโมยผลงานของคนอื่นไปยังไม่พอ ยังกล้าเอาไปอวดคนอื่นอีก คนพรรค์นี้แม้แต่ความละอายใจยังไม่มี มันน่าจับตัวส่งให้ตำรวจจับขังคุกเสียให้เข็ด!

ยิ่งพูด นารากรยิ่งเดือดดาล ผลงานแต่ละชิ้นกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ออกมาได้ คิดว่าต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่ หนึ่งวัน? สองวัน? เหอะ พวกเขาใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการออกแบบและพัฒนาฟังค์ชั่นให้ทันสมัยมากขึ้น หวังให้ผลงานการดีไซน์ในครั้งนี้เป็นที่น่าจดจำ ต้องการให้คนซื้อรู้สึกประทับใจและมีความรู้สุขกับสิ่งที่ดีที่สุด เพียงเท่านั้นก็มากพอให้พวกเขาหายเหนื่อย ภาคภูมิใจจนยิ้มไม่หุบทั้งวัน

คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมหอกที่แทงลงกลางใจใครหลายคน น้ำเสียงโกรธแค้นกับสีหน้าเจ็บใจของนารากรทำให้พวกเขารู้สึกผิด แต่จะให้ยอมรับสารภาพย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ บางครั้งเราก็ไม่สามารถย้อนถอยหลังได้ ยิ่งทางข้างหลังเป็นหน้าผาด้วยแล้วก็คงมีแต่ตายกับตายเท่านั้น พวกถึงได้ไม่กล้าเสี่ยงเพราะทางข้างหน้าก็น่ากลังไม่ต่างกัน

“ไม่ต้องเจ็บใจไปหรอก ตอนนี้ฉันอาจยังไม่ทำอะไรก็จริง แต่ในอนาคตก็ใช่ว่าจะยอมปล่อยให้พวกมันลอยนวล ใครก็ตามที่มันกล้าท้าทายอำนาจฉัน มันจะต้องได้ลิ้มรสความเจ็บปวดและทรมานอย่างสาสม เรื่องความเสียหายของบริษัทในครั้งนี้ทำให้ฉันรู้และเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น ไม่ว่าเราจะทำดีกับคนอื่นมมากแค่ไหนก็ไม่สามารถเอาชนะความโลภไม่รู้จักพอได้ ความเห็นแก่ตัวทำให้คนคนหนึ่งลุกขึ้นมาทรยศ ทำลายความไว้ใจจนหมดสิ้น คนคนนั้นไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของตัวเอง ไม่สนใจว่าต้องมีคนอีกมากที่เดือดร้อน จดจำคำพูดที่ฉันบอกในวันนี้ให้ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันลากตัวแกออกมาได้ คุกคงจะไม่พอขังคนชั่ว ๆ อย่างแก เลิกประชุม!

ฟรึบ

โดยไม่รอให้ใครได้ตอบโต้อะไรอีก ร่างสูงกำยำแผ่รังสีอำมหิตก็ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกล้าแฝงแววเหี้ยมเกรียมกวาดสายตามองปฏิกิริยาของทุกคน ก่อนที่สองเท้าจะก้าวเดินออกไปจากห้องทิ้งความเย็นเยียบไว้ด้านหลังพาให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ รู้สึกหนาวสั่นเหมือนถูกแช่แข็ง

เจเรมี่กับเดโรครอปรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประกอบอย่างไรอย่างนั้น พวกเขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่ามันจะเรียกตัวพวกเขามาทำไม ในเมื่อไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงอะไรออกไปบ้าง จะให้โวยวายสักนิดก็ไม่มี มาถึงก็พูดเอา ๆ พอเสร็จปุ๊ปก็ชิงหนีออกไปเลย เล่นแย่งซีนกันหมดแบบนี้จะให้พวกเขาพูดอะไรได้อีก อย่างน้อยก็น่าจะให้พวกเขาได้เปิดปากพูดอะไรสักประโยคสิ ขี้งกซะไม่มีอะมัน

“ก็ตามนั้น แบบที่ไอ้เอพูดมาเลย รู้แล้วก็ทำตามด้วย ไอ้เอมันไม่ปล่อยให้คนทรยศลอยนวลแน่” เจเรมี่เก็บกักความรู้สึกอยากจะบีบคอเพื่อนสนิทกลืนลงท้อง แล้วแย้มยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปากพูดด้วยสีหน้าระรื่นราวกับเป็นเรื่องสนุกและเขายินดีที่จะเล่นกับมันเสียเต็มประดา

“คงมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้” ปิดท้ายด้วยเดโรครอป ดวงตาสีเทาส่องประกายเย้ยหยันยามมองใบหน้าเสแสร้งของแต่ละคน ไม่นานเสียงหัวเราะก็หลุดดังออกมา ร่างสูงก้าวกระด้างเดินตามหลังคนขี้เล่นไปติด ๆ น้ำเสียงนั้นดูน่าสยดสยอง ขนาดนั้นคนไม่ได้ทำผิดยังรู้สึกขนลุก แล้วคนทำผิดเล่าจะไม่รู้สึกอะไรได้ยังไง

โดยไม่รู้ว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำ ทั้งสีหน้าและแววตาพวกนั้นไม่อาจหลุดรอดไปได้แม้แต่นิดเดียว...

 

ฟองซัวล์เดินเร็วเสียจนคนสองคนที่ตามมาด้านหลังก้าวตามมาไม่ทัน ตอนนี้จิตใจเขาลอยละลิ่วไปหาแม่เสือสาวในห้องตัวเองเรียบร้อยแล้ว จะให้เขามีอารมณ์มาสนใจฟังพวกมันพูดมากคงไม่ไหว วัน ๆ พวกมันคิดจะทำอะไรบ้างไหม นอกจากหาเรื่องมากวนประสาทให้เขาอารมณ์เสีย แล้วยังทำตัวไม่มีประโยชน์อีก

คิดจะตามมาขัดขวางความสุขของเขา รอไปอีกสักสิบชาติเถอะ!

“อย่าปล่อยให้พวกมันเข้ามาได้ ถ้าพวกมันถามก็บอกว่าฉันกำลังยุ่ง ไม่ว่างจะเสวนากับพวกมัน แล้วถ้าพวกมันเข้ามาได้ พวกนายเจอดีแน่ ขวางเอาไว้!” เสียงทุ้มเจือโทสะออกคำสั่งเสียงดัง ก่อนพาร่างตัวเองหายลับเข้าไปในห้อง ล็อคประตูอย่างแน่นหนากันคนที่ตามมาทีหลังบุกรุกเข้ามาได้

ฟองซัวล์ก้าวขายาวตรงไปยังห้องนอนเล็กในห้องทำงาน เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็เห็นแม่เสือตัวน้อยยังคงหลับปุ๋ยอยู่ ขนตางอนยาวทาบบนแก้มนุ่ม ริมฝีปากอิ่มเผยอเล็กน้อยดูน่ารักน่าชังเรียกรอยยิ้มมุมปากกับดวงตาอ่อนโยนของคนมองได้ในทันที ชายหนุ่มพาตัวเองไปทรุดนั่งตรงขอบเตียง นัยน์ตาสีฟ้าลึกล้ำเข้มขึ้นอีกนิด ความปวดร้าวร้อนระอุพลุ่งพล่านตีแสกหน้าเขาจนแทบข่มกลั้นปรารถนาเอาไว้ไม่อยู่

ยิ่งได้มองก็ยิ่งรู้สึก...ชอบมากขึ้นทุกที

ชาลิตากะพริบตาปริบ ๆ รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางเล็มเลียหน้าอกตัวเองอยู่ สัมผัสร้อนชื้นเดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบาละเลงไปทั่ว แต่ครู่ต่อมาก็ดูดดุนสลับขบเม้มจนเธอสั่นสะท้านหลุดเสียงครางหวิวออกมา ไม่ต้องเหลือบตาไปมองก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ถึงแม้จะรู้อย่างนั้นก็ยังอดมองไม่ได้ ยอกอดสีหวานถูกริมฝีปากหนาครอบจนหมด ปลายลิ้นตวัดเลียหนักหน่วงกลืนกินความหวานไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนอกอวบเต่งตึงอีกข้างก็ถูกมือหนาบีบเคล้นอย่างหนัก เธอหอบหายใจถี่รัวพยายามกัดฟันทนไม่ส่งเสียงดังยามโดนเล่นงานซ้ายขวาแบบนี้

แต่ทว่า...ยิ่งฝืนร่างกายตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งทรมานมากขึ้นเท่านั้น

เธอกำลังจะบ้าตายอยู่แล้ว!

“อย่าคะ ยะ...หยุดก่อนนะคะ ตาไม่ไหวแล้ว” ชาลิตาทั้งผลักทั้งดันอกแกร่งหวังให้คนด้านบนหยุดลวนลามร่างกายเธอเสียที แต่มีหรือคนเอาแต่ใจจะยอมหยุดมือ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ฝ่ามือหนาร้อนระอุจึงเคลื่อนมาวางทาบจุดสงวน เล่นเอาเธอสะดุ้งเปล่งเสียงครางออกมา แถมร่างกายไม่รักดียังแอ่นรับสัมผัสอย่างน่าไม่อาย ไม่ทันไรพอถูกเขาปรนเปรอเข้าก็อ่อนระทวยบิดส่ายสะโพกอย่างเร่าร้อนตอบสนองกลับไป

“อย่าอะไรกัน หือ ท่าทางของตาไม่เห็นอยากจะบอกให้ฉันหยุดเลยสักนิด” เสียงหัวเราะสบายอารมณ์ของร่างสูงทำให้ปากอิ่มเบ้เล็กน้อย เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาจงใจกวนประสาท จงใจยั่วยุให้เธอหลงกลจะได้จับกินง่าย ๆ ล่ะสิ

“แต่คำพูดของตาบอกให้คุณหยุดค่ะ” เธอบอกเสียงหนักแน่นแต่ไม่รู้ทำไมถึงต้อองหลบตาเขา เมื่อถูกจ้องเอาตรง ๆ เธอไม่ใช่คนร้ายเสียหน่อยจะได้กลัวเขาจับกุม เอ่อ...แต่สถานการณ์ของเธอดูไม่คล้ายแบบนั้นเลย ไม่ใช่ถูกจับกุมแต่เป็นการรวบรัดตราตรึงทุกสัดส่วนให้แนบชิดกัน แล้วก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ให้ไว้ตอนแรกกลับมลายหายไปหมด ทิ้งให้เนื้อตัวเธอล่อนจ้อนอวดโฉมให้เขามองได้ตามอำเภอใจเช่นเดียวกับเขา

“ฉันหิวตาอีกแล้วสิ ทำยังไงดีล่ะ” ไม่พูดเปล่าแต่สายตาจาบจ้วงยังจ้องแล้วจ้องอีกที่ทรวงอกอิ่ม มิหนำซ้ำยังเลียริมฝีปากแห้งผากอย่างหิวกระหาย ท่าทางหิวโซแบบนั้นไม่รู้ว่าเธอควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาบอกว่าหิวเธอก็ต้องให้เขาจับกินหรอ?

คงไม่ต้องหรอกมั้ง

“ตาไม่ให้คุณกินอีกรอบหรอกนะ ตาทั้งปวดทั้งเมื่อย ระบมไปหมดทั้งตัวแล้วค่ะ”

“ตาปวดตรงไหนเดี๋ยวฉันช่วยนวดให้ รับรองตาหายปวดแน่นอน” ฟองซัวล์กระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางกวาดตามองเรือนร่างหอมกรุ่นนุ่มละมุนลิ้น ต่อให้กลืนกินทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม อยากจะกลืนกินซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ กายแกร่งปวดร้าวจดจ่ออยู่ที่ปากทางเข้า ขอเพียงได้รับคำอนุญาตก็จะบุกตะลุยเข้าใส่ร่วมรักกับแม่จอมยั่วที่พอเห็นหน้าแล้วอดรังแกไม่ได้ทุกที

ขาเรียวเสลาขยับเสียดสีกันไปมาหวังคลายความร้อนผ่าวตรงจุดเร้นลับให้จางลง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ เปลือกตาบางจึงปิดลงละทิ้งความเขินอาย แอ่นหยัดกายขึ้นถูไถหยอกเย้าไปมา เสียงทุ้มคำรามแหบพร่า ดวงตาคมกริบร้อนแรงเหมือนกับมีเปลวไฟอยู่ในนั้นค่อย ๆ แผดเผาสติสัมปชัญญะของเขาและเธอให้มอดไหม้ แล้วพากันจมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์พิศวาส เดิมทีก็อยากจะลองขัดขืนดูสักตั้ง แต่เพราะทนคลื่นความร้อนในกายไม่ไหวถึงได้ปล่อยเลยตามเลย

ฟองซัวล์ขยับร่างเข้าบดเบียดร่างเพรียว ก่อนจะสอดประสาทแก่นกายหนาเข้ารุกล้ำกลีบกุหลาบงาม น้ำทิพย์ไหลเยิ้มโอบล้อมตัวเขาไว้ทำให้ขยับสนิทสนมได้ง่ายขึ้น เขาก้มลงใช้ปากดูดดื่มทรวงอกอิ่ม เคล้าเคลีย ขบเม้มไม่หยุด ยอดอกบวมเป่งเครียดคัดจนรู้สึกเจ็บชูช่อสู้ลิ้นร้อนที่กำลังโจมตีหนักหน่วง ใบหน้าคมคายเย็นชาซุกอยู่กลางอกสล้างสูดกลิ่มหอมเย้ายวนเข้าสู่ปอดช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดก่อนหน้านี้

“อื้อ! เจ็บค่ะ”

“เจ็บเหรอ ตาเจ็บตรงไหน” แม้จะถูกขัดจังหวะแต่สีหน้าและแววตาของฟองซัวล์ก็ยังแสดงถึงความห่วงใย ดวงตาคู่คมเหลือบขึ้นมองใบหน้าเหยเก เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามโครงหน้าสวย นิ้วร้อนเอื้อมไปเกลี่ยให้อย่างอ่อนโยน เมื่อถูกสายตาแบบนั้นจ้องมอง ชาลิตาก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดไม่ออก สองแก้มร้อนผ่าวไม่กล้าแม้แต่จะสบตา

“ตาเจ็บ เอ่อ...เจ็บ” เสียงหวานครางอย่างขัดอกขัดใจ เธอไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย แค่พูดออกไปตรง ๆ ทำไมเธอถึงทำไม่ได้ ดวงตาคู่สวยปรือปรอยอย่างทรมาน ขณะเดียวกันก็ขบเม้มริมฝีปากแน่นสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่เอ่อล้นออกมา แววหวานในดวงตาทำให้คิ้วเข้มขมวดยุ่ง ก่อนสายตาจะเคลื่อนไปจ้องเขม็งก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นล้นมือทั้งสองข้าง จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกันขนาดของมันยังไม่ใหญ่เท่านี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกอย่างนี้ล่ะ

“เจ็บตรงนี้หรือ” ฟองซัวล์ลืมความปวดร้าวของตัวเองไปชั่วขณะลองวางมือบนอกนุ่มเต่งตึง เพียงเท่านั้นก็มากพอให้อีกฝ่ายสะดุ้ง เนื้อตัวสั่นระริกเลยทีเดียว

“...” ชาลิตานิ่งไม่ยอมตอบ แววตาดูระแวดระวังอีกเท่าตัว

“ที่บอกว่าเจ็บคือตรงนี้ใช่ไหม” หากแต่เขาก็ยังใจเย็นถามย้ำอีกครั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ครั้นเห็นแววตาห่วงใยไม่มีอะไรแอบแฝง ชาลิตาจึงได้แต่พยักหน้าด้วยใบหน้าน่าสงสาร น้ำตาใสเอ่อคลอเบ้ายิ่งทำให้ดวงตาคู่สวยแวววาวเปล่งประกายอ่อนหวานอีกเท่าตัว เพราะอย่างนี้ถึงดึงดูดเพศตรงข้ามให้อยากเข้าหาไง ว่าแล้วก็แอบหงุดหงิดใจขึ้นมา

ยายแม่มดของเขาสวยออกปานนี้แล้วจะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไง

“อกตาใหญ่ขึ้นนะ”

“คุณเอ!” เสียงหวานตวาดแหวด้วยความอับอาย ใช่ว่าเธอไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ไม่เข้าใจว่าเขาจงใจพูดให้เธอเขินอายเล่นหรือว่าเป็นห่วงเธอจริง ๆ กันแน่

“ฉันพูดความจริง ตาไม่สังเกตตัวเองบ้างหรือไงว่าช่วงนี้ร่างกายเปลี่ยนไปมากแค่ไหน สาเหตุเป็นเพราะอะไร ตาไม่สงสัยเหรอ”

“สงสัยอะไรคะ ตาอาจจะอ้วนขึ้นก็ได้ หรือไม่ก็...” เธอหยุดพูดไปเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ บางทีการมีความรักหรือได้ลองประสบการณ์แปลกใหม่ อาจทำให้เธอดูอวบอิ่มขึ้นเหมือนเพื่อนบ้านก็ได้ เธอจำใบหน้าของอีกฝ่ายได้ หลังจากมีความรัก สีหน้าก็ดูอิ่มเอม รูปร่างอิ่มเอิบน่าสัมผัสไปทั้งตัว

“หรืออะไร” เห็นแม่เสือตัวน้อยเงียบไป แถมยังทำหน้าเคลิบเคลิ้มเย้ายวนอีก เสียงทุ้มจึงห้วนสั้นไม่สบอารมณ์

“หมายถึงคนที่มีความรักค่ะ คุณทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงคะ” เธอหรี่ตามองอย่างจับผิด สายตาของเขาทำราวกับเธอกำลังพูดเรื่องตลกอย่างไรอย่างนั้น หรือว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้จักมันเลย บางทีเขาอาจจะไม่เคยมีความรักมาก่อนก็ได้

“คนที่มีความรัก...ตาคิดว่าฉันไม่เคยมีมัน”

“แปลว่าคุณมี” แม้จะรู้สึกแปลก ๆ ที่ถามออกไปอย่างนั้น แต่เธอก็ยังอยากรู้ว่าเขาเคยสัมผัสกับมันมาแล้วจริง ๆ หรือเปล่า แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังและแววตาล้ำลึก เธอก็รู้ในทันทีว่าเขาเคยมีความรักมาก่อน และนั่นหมายถึงเขาเคยมีคนรักมาก่อนเช่นกัน

ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่หลังจากเห็นสีหน้าเย็นชาของเขา แล้วเธอรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก คำว่า ความรัก สำหรับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงอย่างเขาที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่ที่ใคร มันเป็นอะไรที่ไม่เข้ากันเสียเลย คนรักเก่าของเขา ช่างน่าอิจฉาจริง  ๆ

“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ”

“เปล่าหรอกค่ะ คุณช่วยทะนุถนอมตาหน่อยได้ไหม ตาระบมไปหมดทั้งตัวแล้ว อ่อนโยนกับตาหน่อยสิค่ะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างออดอ้อน มิหนำซ้ำแววตายังเต็มไปด้วยร่องรอยของการยั่วยวน แม้จะไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้แม่เสือสาวเปลี่ยนท่าทีไปกะทันหัน แต่ดูจากคำถามก่อนหน้านี้แล้วก็พอคาดเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน แน่นอนว่าสิ่งที่เธอคิดล้วนเป็นความจริง

มันช่างน่าตลกและขำขันสิ้นดี

“ฉันต้องทะนุถนอมตาอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น ตอนนี้มีแค่เราสองคน ช่วยสนใจแค่ฉันก็พอ...”

ทันทีที่พูดจบ ใบหน้าคมสันก็โน้มลงมาประกบริมฝีปากลงบนเรียวปากนุ่ม ชาลิตาไม่ได้ดิ้นรนหรือขัดขืนอะไร กลับกันเธอยังช่วยเอียงใบหน้าให้เขาจูบเธอได้ถนัดขึ้น ความหวานแผ่ซ่านไปทั่วร่าง อบอวลไปในชั้นบรรยากาศ ทำให้ห้องทั้งห้องดูหวานขึ้นทันตา

ฟองซัวล์ประคองแผ่นหลังบางให้แอ่นขึ้นหา ก่อนขยับเรือนกายเชื่องช้า  ทว่าหนักแน่นดุดันตามแบบฉบับ ดวงตาคมกริบดุจใบมีดจ้องมองดวงหน้าสวยหวานไม่กะพริบ ในใจอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งเขาต้องสูญเสียเธอไปอีกจะเป็นอย่างไร

แค่คิดเพียงเท่านั้น ความรู้สึกบางอย่างก็ปะทุขึ้นมา มันทำให้เขาหายใจไม่ออกและหวั่นเกรงว่าจะเสียไป

แรงกอดรัดที่แน่นขึ้นทำให้ชาลิตาอดรู้สึกเจ็บไม่ได้ หากแต่เธอก็ยังเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่ร้องออกไป แต่ดูเหมือนคิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันแน่นกับเนื้อตัวที่เกร็งขึ้นมาอย่างกะทันหันจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวถึงได้คายอ้อมกอดลงอีกนิด กายแกร่งขยับเคลื่อนไหวในกายสาวตรงเข้าครอบครองทุกพื้นที่เต็มกำลัง

เสียงหวานครวญครางไม่หยุด ขณะแอ่นร่างรับอาวุธที่พุ่งเข้าเล่นงานเธอไม่หยุดหย่อน อานุภาพของมันทำให้เธอเสียวซ่านแทบขาดใจ เหมือนมีเปลวไฟแผดเผาร่าง ทั้งทรมานและซาบซ่านไปในเวลาเดียวกัน

“ตาจ๋า...”

“ค่ะ...คะ” เธอรู้สึกขนลุกทุกครั้งที่เขาเรียกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแบบนี้ คงจะมีแต่ตอนที่เขาตกอยู่ในห้วงอารมณ์รักเท่านั้นถึงจะใช้น้ำเสียงแบบนี้กับเธอ

อืม...ดวงตาของเขาตอนนี้มันช่าง...ดูเจ้าเล่ห์อย่างไรชอบกล

“ตาควบฉันหน่อยสิ” แล้วสิ่งที่เธอคิดมันผิดเสียที่ไหน เขาบอกกับเธอว่าอะไรนะ ขอให้เธอควบเขาอย่างนั้นเหรอ?! มันหมายความว่ายังไงกัน!

“ตาไม่เข้าใจที่คุณพูดค่ะ” เธอทำหน้าขึงขังจริงจังและยืนการกระต่ายขาเดียว ไม่มีทางเสียหรอกที่เธอจะทำเรื่องน่าอายพรรค์นั้น!

“ฉันรู้ว่าตาเข้าใจ ทำให้ฉันหน่อยนะ ถ้าตามาขยับเคลื่อนไหวอยู่บนตัวฉันคงจะเป็นภาพที่เซ็กซี่ไม่น้อย ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากเก็บภาพตาตอนที่กำลังทำแบบนั้นไว้ด้วยซ้ำ”

“จะบ้าเหรอค่ะ! ตาไม่ใช่นางเอกหนังโป๊นะจะได้ยอมให้คุณทำเรื่องแบบนั้น หรือว่าคุณเห็นตาเป็น” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถามพลางหรี่ตาจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง แม่เสือสาวจะรู้บ้างไหมว่าท่าทางน่ารักแบบนั้นมันทำให้เขาอดใจไม่ไหว อยากจะจับฟัดไปทั้งเนื้อทั้งตัวเลย

ฟองซัวล์ต้องข่มกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองให้สงบลงอย่างสุดความสามารถ ตรงขมับปรากฏร่องรอยเส้นเลือดปูดโปน กรามแกร่งเกร็งเครียดขบฟันเข้าหากันจนได้ยินเสียง ชาลิตายังคงไม่รับรู้ถึงอาการผิดปกติของชายหนุ่ม เธอยังคงคาดคั้นเอาคำตอบต่อไป แต่จนแล้วจนรอด คนร่างสูงก็ยังปิดปากเงียบไม่พูดจา ถึงตอนนั้นเธอถึงเริ่มสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาที่เปลี่ยนไป นัยน์ตาสีฟ้าเข้มส่องประกายลึกล้ำร้อนผ่าวส่งกระแสไฟฟ้ารุนแรงพุ่งตรงมายังเธอ

หัวใจดวงน้อยเต้นถี่รัวรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างที่ส่งมา โดยไม่ทันได้หลบหนีหรือเตรียมใจตั้งรับ เรียวขาสวยก็ถูกผลักดันไปชิดอก ก่อนที่วินาทีต่อมาเรือนร่างสูงใหญ่จะโถมกายเข้าใส่ไม่ยั้ง นำพาคลื่นความร้อนขนาดมหึมาถาโถมใส่กายเธอ

เสียงครางกระเส่าพลันหวีดร้องดังลั่น ร่างกายสั่นคลอนตามจังหวะกระแทกกระทั้นของคนด้านบน ตอนนี้ฟองซัวล์แทบไม่อยากนึกถึงอะไรอีก เขาก้มลงสูดกลิ่มหอมเย้ายวนจากกายสาว ใช้สองมือลูบไล้เรือนกายอ่อนนุ่ม สัมผัสรุกเร้าปลุกปั่นอารมณ์พิศวาสจนหญิงสาวใต้ร่างแทบหลอมละลายเป็นจุณ

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เนื้อตัวของแม่เสือสาวเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อพร่างพราว ใบหน้าสวยหวานเชิดขึ้นพลางหลับตาลงโยกขยับอยู่บนตัวเขา ฟองซัวล์กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์รู้สึกพอใจกับปฏิกิริยาตอบสนอง ฝ่ามือหนาร้อนระอุตะปบเข้ากับก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นทั้งสองข้างเป็นเหตุให้หญิงสาวสะดุ้งเฮือกครางเสียงผะแผ่ว เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนเข้าโสตประสาท ยิ่งกระตุ้นรุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนให้ลุกฮือขึ้น

“อา...ตา เร็วอีกทีที่รัก ฆ่าฉันสิ แรงอีก อืม เซ็กซี่เหลือเกิน”

ดวงหน้าหวานร้อนฉ่าขึ้นทันทีที่ได้ยินคำขอของคนใต้ร่าง เธอแทบอยากจะมุดหน้าหนีไปกับเตียง แต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอม แถมยังรู้ทันความคิดเธออีกเลยยึดเอวเธอไว้แน่นหนาพร้อมทั้งรุกรานเธอไม่หยุด

คนบ้านี่คงอยากจะฆ่าเธอให้ตายเลยสินะ

“คุณเอ ปล่อยตานะ”

“ไม่ ตาต้องอยู่ทำหน้าที่ก่อน จะมาทิ้งฉันกลางทางแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันไม่ยอม”

“โธ่...คุณเอขา ให้ตาพักเถอะนะ”

“อีกยกเดียวแล้วฉันจะให้พัก”

ถึงน้ำเสียงของเขาจะดูจริงจังมากก็ตาม แต่ถ้าลองนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมารู้ว่าคำพูดของเขา เชื่อถือไม่ได้มากที่สุด!

“ตาไม่เชื่อ” เธอโต้กลับอย่างไม่กลัวตาย แหงล่ะว่าเขาไม่กล้าทำอะไรเธออยู่แล้ว

“แล้วตาปฏิเสธได้ด้วยหรือ หืม” แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังชวนให้หวั่นใจ ชาลิตาเริ่มลังเล แต่ผลสุดท้ายก็เลือกที่จะเชิดหน้าเหยียดสายตาลงต่ำมองเขาอย่างท้าทาย

“ได้...!

ทว่า...ทันทีที่ตอบกลับออกไปแบบนั้น ไม่ถึงสามสิบวิเธอก็ถูกเขาพิสูจน์ความจริงให้รู้ข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะสู้กันสักกี่ครั้ง เธอก็ไม่เคยเอาชนะเขาได้เลย คนร้ายกาจยังคงเป็นฝ่ายชนะเสมอ แถมยังเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด ไม่ต้องคิดถึงสภาพหลังจากนี้ของเธอเลย ถ้ายังเรียกว่าคนอยู่คงแปลกประหลาดเกินไปแล้ว!

ไม่อยากจะคิดถึงตอนนั้นเลย ฮือ ๆ

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha