แดนรักมาเฟียเถื่อน ซีรีส์ชุด ยาใจคนเถื่อน [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 10 : ตอนที่ 7 ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 7 ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ


หลายวันต่อมา ภายในห้องพักของโรงแรมหรู ปัญญาวีร์นอนกลิ้งเล่นอยู่บนเตียงนุ่มด้วยอาการเซ็งๆ เพราะเธอยังไม่ได้พบหน้ามหาเศรษฐีหนุ่มเลย ไม่รู้ทำไมถึงเข้าพบยากเย็นนัก พอถามจากคนของเขา ก็ไม่ได้รับคำตอบ

เสียงถอนใจจึงถูกผ่อนออกอีกหลายครั้ง แล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อยืดพอดีตัวกับกางยีนส์ตัวโปรด เพราะวันนี้เธอตั้งใจว่าจะออกไปเดินเล่นซะหน่อยหลังจากต้องอดอู้อยู่ในห้องพัก

คิดมากหรือไม่ก็ระแวงเกินไปแน่เลยเรา

เธอพึมพำใจในหลังรู้สึกเหมือนมีใครคอยจับจ้องและก็เป็นแบบนี้มาหลายวัน แต่เธอก็หาสิ่งผิดปกติไม่พบ ศีรษะโคลงไปมาไล่ความหวาดระแวง ก่อนเดินไปหน้ากระจกแล้วจัดการถอดชุดนอนลายการ์ตูนหย่อนลงตะกร้า ทำเอาคนแอบมองตาลุก อยากกระโจนเข้าหาเจ้าของบอบบางแต่ยั่วยวนใจไปทุกสัดส่วนทันที แต่ก็ต้องหยุดยั้งตัวเองไว้ เพราะเขาอยากให้เหยื่อสาวขึ้นเรือไปเสียก่อนแล้วเมื่อนั้นเขาจะจัดการให้คุ้ม โทษฐานยั่วอารมณ์เขามาหลายวัน

ยั่วกันอีกแล้ว ที่รักเอเรสครางอย่างเข่นเขี้ยว จากนั้นก็รีบปิดหน้าจอ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ด้านปัญญาวีร์ก็เข้าไปอาบน้ำและจัดการธุระส่วนตัวอย่างสบายอารมณ์

เกือบครึ่งชั่วโมงเธอจึงได้เดินออกจากห้องพัก เหลียวมองไปรอบๆ ทุกอย่างก็เงียบกริบ อดแปลกใจไม่ได้ว่าคนของมหาเศรษฐีหายไปไหน ทั้งที่ก่อนที่เธอจะเข้าพัก บอดี้การ์ดหน้าตี๋บอกเธอว่าจะมีคนคอยเฝ้าหน้าห้อง แต่เธอยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็เดินไปยังลิฟต์

เคนนี่ ตามประกบเธอไว้ ส่วนแกดอม ไปสืบหาประวัติของปัญญาวีร์ก่อนมาอยู่เมืองไทยให้ฉันด้วย เอาให้ละเอียดที่สุด รวมถึงประวัติพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเธอด้วยเสียงเข้มออกคำสั่งทันที หลังจากปัญญาวีร์หายเข้าไปในลิฟต์

เคนนี่โค้งศีรษะให้เจ้านายหนุ่มแล้วรีบตามประกบหญิงสาวตามคำสั่ง ทั้งที่ใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเจ้านายหนุ่มถึงดูสนใจหญิงสาวคนนี้นัก

คุณทาม สงสัยอะไรเหรอครับดอมเอ่ยถามเมื่อเข้ามาอยู่ในลิฟต์กับเจ้านาย

ใช่ครับ ผมก็สงสัยเหมือนกันแมคกล่าวเสริม เพราะเจ้านายหนุ่มไม่เคยให้พวกตนหาประวัติของผู้หญิงคนไหนแบบละเอียดยิบสักครั้ง

ฉันคิดว่าปัญญาวีร์ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป บนไหล่ของเธอมีรอยสัก คล้ายสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่มีการแก้ไข มาเฟียหนุ่มเอ่ยปากบอกคนสนิทด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าใจเขากำลังนึกถึงรอยสัญลักษณ์บนไหล่มน

รอยสัก?” สองหนุ่มครางถามพร้อมกัน

ใช่ แต่เท่าที่ฉันสังเกต มันคล้ายตัวเอส ฉันถึงอยากให้แกสองคนสืบให้แน่ชัดว่าเบื้องหลังจริงๆ ของเธอเป็นใครกันแน่ อีกอย่าง ไอ้สัญลักษณ์ตัวเอสที่ว่านี่ พวกเราก็เคยเห็นกันมาแล้วจากพวกที่เราจับมาเค้นความจริงว่านายใหญ่ของมันเป็นใคร แล้วถ้าฉันเดาไม่ผิด ปัญญาวีร์อาจพาเราไปเจอนายใหญ่ของไอ้พวกที่มีสัญลักษณ์ก็เป็นได้”

แล้วคุณทาม คิดว่าคุณปัญญาวีร์จะเกี่ยวข้องกับเพชรหรือเปล่าครับแมคเปรยขึ้น แล้วเดินไปเปิดประตูห้องทำงานของเจ้านายหนุ่มเมื่อทั้งหมดมาถึงชั้นที่ถูกแบ่งเป็นห้องทำงาน

ฉันยังไม่แน่ใจพูดจบ มาเฟียหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเรียบหรูมุม เพื่อพูดคุยเรื่องงานและเรื่องที่พวกเขากำลังสงสัยกันต่อร่วมชั่วโมง จากนั้นเอเรสจึงได้ติดต่อหาเพื่อน ส่วนดอมและแมคขอตัวออกไปจัดการงานตามคำสั่งของเจ้านายหนุ่ม

ว่าไงทาม มีอะไรถึงได้โทรมา” ไรอัน นายตำรวจหนุ่มไฟแรงส่งเสียงทักทาย ขณะนั่งรอเวลาเพื่อขึ้นเครื่องเดินทางไปมาเก๊าเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

ฉันมีเรื่องสงสัย ต้องถามแกเดี๋ยวนี้ แกสะดวกคุยกับฉันหรือเปล่า

คุยได้ ว่าแต่แกสงสัยอะไรนักหนา เสียงแกดูเครียดๆ แล้วนี่ได้ติดต่อไปหาแฟรงค์บ้างหรือเปล่า พักนี้ฉันไม่ได้ติดต่อไปเลย มัวแต่ยุ่งๆ เรื่องคดี ไรอันบอก โดยไม่ลืมถามถึงเพื่อนรุ่นพี่อีกคน

เพิ่งติดต่อกันไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แกไม่ต้องห่วงมันหรอก เพราะตอนนี้ ไอ้แฟรงค์มันตั้งหน้าตั้งตาผลิตลูกให้คุณลุงอยู่ แกอย่าเพิ่งไปกวนใจมันเลย จะว่าไปฉันก็อยากจะสมน้ำหน้ามันจริงๆ ดันไปรับปากพ่อว่าจะมีหลานให้สักสิบคน แต่นี้เพิ่งจะมีแค่สามคน ไอ้แฟรงค์เลยต้องรีบทำให้ได้ นี่คงหัวปีท้ายปีแน่ ฉันละสงสารเมียมันจริงๆ พูดจบก็หัวเราะใส่กัน แถมหลานๆ ของพวกเขาก็แสบซนใช่เล่น และเมื่อหยอกล้อไปถึงเพื่อนอีกคนที่จามอยู่บนเตียงและในอ้อมแขนก็มีเมียสุดที่รักคลอเคลียอยู่ข้างกาย พอให้คลายเครียดได้บ้างแล้ว สองหนุ่มจึงได้หันมาพูดคุยกันด้วยเรื่องซีเรียสร่วมชั่วโมงถึงได้วางสายจากกัน

เอเรสนั่งมองโทรศัพท์อยู่พักใหญ่หลังวางสายจากเพื่อน ก่อนผ่อนลมหายใจออกมาหนักๆ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากเพื่อนรัก ซึ่งทางไรอันก็เพิ่งได้รับมอบหมายให้ทำคดีของนายพอล การ์ดเนอร์ พอดีหนำซ้ำไรอันยังได้แหล่งข่าวมาว่าสัญญาลักษณ์ที่ว่านั้นไม่ได้มีแค่ตัวเอสเพียงตัวเดียวแต่มันคือ เอสเอสเค ซึ่งเป็นหน่วยงานลับของนายพอล ที่ใครๆ ก็รู้ว่านายคนนี้มีอำนาจมากที่สุดในลาสเวกัส มันก่อคดีไว้มากมายแต่ตำรวจกลับไม่มีหลักฐานเอาผิด

เอสเอสเค คือหน่วยงานลับ ที่ฝึกฝนชายหญิงเพื่อเข้าไปเป็นนักฆ่าและสายสืบ ก่อนจะถูกส่งเข้าไปฆ่าและสืบความลับตามสถานที่ต่างๆ แล้วแต่คำสั่งของนายพอล หรือไม่ก็คำสั่งจากนายอดัม คนสนิทของนายพอล

คำบอกเล่าของไรอันยังคงวนเวียนให้มาเฟียหนุ่มครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับเรื่องราวที่ได้ฟังเพื่อนรัก

แล้วคุณเข้าไปเกี่ยวข้องกับไอ้เจ้าพ่อคนนั้นได้ยังไง ปัญญาวีร์ ถ้าหากรอยสักเดิมของคุณคือสัญญาลักษณ์ เอสเอสเค จริง มือใหญ่กำแน่น เมื่อนึกถึงไอ้พวกสารเลวที่เขาจับมันเค้นคอเพื่อถามหานายใหญ่ของพวกมันหลายคน แต่ทุกครั้งพวกมันก็ยอมตาย ทำให้เขายังสาวไปถึงคนสั่งการไม่ได้เสียที

ทว่าเวลานี้สิ่งที่เขากำลังกังวลไม่น้อยไปกว่าเรื่องคนที่สั่งฆ่าบิดาของเขา ก็คือปัญญาวีร์ เขาอยากรู้ว่าหญิงสาวจะเป็นหนึ่งในหน่วยงาน เอสเอสเค จริงหรือไม่

แล้วถ้าเป็นจริง

มาเฟียหนุ่มยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะ เขาคุยกับคนปลายสายเพียงไม่กี่นาทีก็กดวางสาย หลังจากเคนนี่รายงานว่าตอนนี้ ปัญญาวีร์เดินทางกลับมาที่โรงแรมและกำลังมาขอพบ

 เสียงถอนใจหนักสุดในรอบปีจึงดังออกมาอีกครั้ง เพราะเขายังไม่อยากให้แม่นักร้องคนสวยแต่ซ่อนเขี้ยวเล็บอย่างปัญญาวีร์รู้ตัวตอนนี้ว่าเขาเป็นคนว่าจ้างให้เธอมาทำงาน

******

      ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

      สิ้นเสียงเคาะประตูพร้อมคำอนุญาต บอดี้การ์ดหน้าห้องจึงเปิดประตูให้หญิงสาวเข้าไปแต่เจ้าของห้องทำงานหรูสมฐานะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่กลับนั่งหันหลังให้เสียอย่างนั้น เจ้าของร่างบอบบางเลยได้แต่ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง คิดเพียงว่าเธอไม่ผิดที่บุ่มบ่ามขอเข้าพบและใครหน้าไหนก็ห้ามเธอไม่ได้ด้วย

ปัญญาวีร์สูดลมหายใจลึกๆเรียกพลัง แล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แล้วเอ่ยเรียก แต่สิ่งได้รับกลับมาคือความเงียบ

ท่านคะ ดิฉันอยากทราบว่างานที่ดิฉันตกลงทำ ท่านจะให้ดิฉันเริ่มงานได้เมื่อไหร่คะ คนอยากทำงานเอ่ยถามเสียงเรียบ แล้วรีบถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อคนที่เธอเรียกว่าท่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และทันที่เขาหันมาดวงตากลมสวยก็เบิกกว้าง

คุณ!” อุทานลั่นพร้อมกับชี้นิ้วไปหาอีกฝ่าย สามัญสำนึกบอกให้เธอรีบถอยหนีออกไปจากที่นี่ แต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อน ส่วนเจ้าของห้องทำงานก็ยิ้มขำกับอาการตะลึงตาค้างของหญิงสาว ก่อนจะฉวยโอกาสนั่นเข้าประชิดตัว

จะยืนชี้หน้าผมไปทั้งวันเลยหรือไง ที่รักเสียงทุ้มดังชิดใบหูนุ่มนิ่ม อึดใจก็แนบริมฝีปากจูบสลับขบกัดอย่างหมั่นเขี้ยว

“ปล่อยฉัน” ร้องสั่งเสียงแข็งหลังจากได้สติ แต่มีหรือที่มาเฟียหนุ่มจะยอมทำตาม

“บุกมาหาถึงที่ แล้วคิดว่าผมจะปล่อยคุณไปง่ายๆ หรือไงที่รัก” น้ำเสียงคล้ายเยาะเย้ยดังชิดริมฝีปากสีชมพูที่เม้มแน่นแล้วถอยห่าง เขายกยิ้มมุมปากน้อยๆ ให้กับแววตาคู่สวยที่เจิดจ้าด้วยแรงโทสะ ก่อนจะรวบสองมือเล็กไว้เมื่อสาวเจ้าเหวี่ยงเข้าใส่เขา

“ยอมกันดีๆ สิที่รัก ในเมื่อคุณบุกมาหาผมเอง” เอเรสยิ้มอย่างเป็นต่อ

“ฉันมาที่นี่ เพื่อมาพูดเรื่องงาน ไม่ได้มาหาคุณ แล้วถ้าฉันรู้ก่อนหน้าว่าเป็นคุณ ที่จ้างฉันมาทำงาน ฉันจะไม่รับงานนี้เด็ดขาด” บอกด้วยสีหน้าไม่พอใจ พลางกระชากมือออกจากมือใหญ่

“แต่ก็รับงานไปแล้ว” เขาตอบกลับพร้อมยักคิ้วยียวน

“ฉันขอยกเลิก!” เสียงหวานเอ่ยบอกเสียงดังฟังชัด

“ผมไม่ให้ยกเลิก อย่าลืมสิเราสองคนมีสัญญาว่าจ้างกันอยู่ แล้วคุณก็เป็นคนเขียนสัญญาขึ้นมาเอง แล้วถ้าคุณยกเลิกจริง ผมจะปรับเงินคุณโทษฐานเบี้ยวงานเป็นสามเท่า” มาเฟียหนุ่มพูดขึ้นอย่างเป็นต่อ ก่อนตวัดท่อนขาข้างหนึ่งแทรกหว่างขาเรียว เมื่อแม่ตัวดีจะใช้มันทำร้ายน้องชายของเขา แต่อย่าฝัน!

“คุณมันหน้าเลือด!

“ผมหน้าเลือดตรงไหนที่รัก ออกจะใจดีจะตายไป” คนถูกว่าตอบกลับหน้าตายและนึกสนุกที่ได้ต่อปากต่อคำด้วย

“เลิกทำเสียงน่ารำคาญซะที แล้วก็ปล่อยฉัน ถ้าคุณยังไม่อยากตาย” ขู่จบก็ออกแรงดิ้นขลุกขลัก หารู้ไมว่าแรงดิ้นส่งผลให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง ร่างกายเบื้องล่างของมาเฟียหนุ่มไวเหมือนสั่งได้และตอนนี้กำลังเบียดต้นขาเรียวสวยอยู่ ปัญญาวีร์จึงหยุดดิ้นราวกับถูกปิดสวิทซ์

“หยุดดิ้นทำไมล่ะที่รัก” เสียงทุ้มนุ่มดังชิดแก้มนวล แต่คนฟังสะบัดหน้าหนีอย่างรังเกียจ

“ฉันไม่ใช่ที่รักของคุณ”

“งั้นเป็นเมียเลยดีไหม” เอรสยื่นข้อเสนอให้ใหม่อย่างเต็มใจ

“ไม่เป็น!” ปัญญาวีร์ปฏิเสธแบบไม่เสียเวลาคิด ก่อนจะพยายามดิ้นออกไปให้พ้นอ้อมกอด

“ต้องเป็นที่รัก เพราะผมอยากรักคุณใจจะขาดแล้ว” มาเฟียหนุ่มกระซิบเสียงพร่า ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งกอดรัดมากขึ้นจนร่างกายแนบสนิทกันเกือบทุกส่วน

“ฉันไม่เป็นอะไรทั้งนั้น ปล่อยฉัน ปล่อย!” แม้จะเสียเปรียบแต่เธอยังคงออกคำสั่งอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้

“ขนาดโดนจับล็อกมือล็อกขายังทำเก่งอีกนะ ถ้างั้นเรามาลองดูกันสักตั้งดีไหมว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ” เขากระซิบเสียงทุ้มต่ำ ดันร่างบอบบางไปชิดผนังห้องแล้วจับหญิงสาวหันหน้าเข้าหาผนัง พร้อมทั้งยึดสองมือเล็กไว้ ขาใหญ่ก็แทรกหว่างขาเรียว

“จะทำบ้าอะไรของคุณ” ใบหน้าที่แนบชิดกับผนังห้องทำให้เสียงที่ดังออกมาค่อนข้างอู้อี้ แต่คนฟังก็ยังจับใจความได้ ปากหยักยกยิ้มให้กับแรงฮึดฮัดไม่ยอมแพ้ ที่ตัวก็เล็กกว่าเขา แต่ไม่ยักกะยอมแพ้เขาเสียที แต่ก็ดี เขาจะได้ปราบพยศแม่ตัวดีคนนี้ด้วยลีลารักของเขาเสียเลย แล้วมาดูกันว่าแม่ตัวดีคนนี้จะทำยังไงหากเธอตกเป็นของเขาไปแล้ว

“จะเอาคนอวดเก่งมาทำเมีย ไม่ได้ทำบ้า” น้ำเสียงของเขาชวนให้ขนลุกใช่เล่น และดูจะไม่ใช่การล้อเล่นแน่

ปัญญาวีร์ดิ้นรนหาอิสรภาพ แต่มันก็หายากเมื่อผู้ชายที่จับเธอดันชิดผนัง ตัวใหญ่เหมือนยักษ์ไม่มีผิด ส่วนเธอตัวเล็กนิดเดียว จะขยับมือขยับขาก็ไม่ได้ แม้ว่าอดีตที่เธอปกปิดทุกคนเอาไว้จะพร่ำสอนให้เธอเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสี่ยงตายมาแล้วหลายครั้ง แต่กับสถานการณ์ในตอนนี้ เธอไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เพราะใจเธอมันสั่นยามที่ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวกาย ยิ่งยามที่เขาเบียดกายเข้ามาแนบชิด เธอก็สะท้านสั่นไปหมด อย่างเช่นในตอนนี้ที่แผ่นหลังของเธอกำลังเบียดแนบแน่นกับอกกว้าง แต่กลับให้ความอุ่นอย่างน่าประหลาดใจ

“ฉันไม่ยอมคุณหรอก” ไม่ยอมทั้งที่ยังหาทางรอดไม่เจอ

“แน่ใจแล้วเหรอที่รัก ถึงได้พูดออกมาแบบนั้น คุณจำไม่ได้หรือไงว่าผมเคยบอกเอาไว้ว่าไง ถ้าหากเราได้พบกันอีกครั้ง” เอเรสโน้มหน้าลงไปกระซิบชิดแก้มนุ่ม ก่อนจะใช้ลิ้นเลียแก้มอย่างช้าๆ แต่มันกลับทำให้เจ้าของแก้มเสียวซ่าน

“หยุดหยุด” เธอร้องห้ามเสียงสั่น ก่อนที่ริมฝีปากร้อนของเขาจะลากต่ำไปถึงไหนๆ

“ไม่ชอบเหรอ” ถามทั้งที่ปากจมูกยังซุกไซ้ต้นคอ

“ฉันเกลียด เกลียดสิ่งที่คุณกำลังทำ ปล่อยฉัน”

“แต่เสียงคุณสั่นและใจคุณก็เต้นแรง” คนพูดลากมือมายังตำแหน่งหัวใจ ก่อนยิ้มชอบใจ

“มันเรื่องของฉัน ปล่อยฉันนะ”

“ปล่อยที่รัก ผมก็สูญพันธุ์กันพอดีสิ” บอกเสียงกลั้วหัวเราะ

“คุณมันไม่ยุติธรรม” เธอเค้นเสียงต่อว่าคนหน้าไม่อายที่รังแกผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอ

“ไม่ยุติธรรมตรงไหนกันที่รัก ก็ในเมื่อทั้งหมัดทั้งเข่าของที่รักว่องไวเช่นเล่น ผมก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว จริงไหมที่รัก”

“ฉันก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น คุณอย่ามากล่าวหาฉันนะ” หญิงสาวแย้งเสียงเบาลงทุกที เพราะมือร้ายกาจของเขา ที่ไต่เข้าใกล้หน้าอก

“แต่อย่างอื่นคุณไม่เล็ก ผมเชื่ออย่างนั้น” ตอบกลับเสียงพร่า ก่อนวางมือบนอกอวบอิ่ม แต่ยังไม่ทันได้คลึงเคล้นให้หนำใจโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

“บ้าเฮ้ย!” เอเรสบถอย่างโมโห พลางมองแม่ตัวดีว่าจะจัดการอย่างไรดี ครั้นจะไม่รับโทรศัพท์ก็กลัวว่าลูกน้องอาจมีเรื่องด่วนมารายงาน

“ไอ้บ้า! ปล่อยฉันสักทีได้ไหม ฉันรำคาญเสียงโทรศัพท์จะแย่แล้วนะ” พูดจบก็ดิ้นอึกอัก

“ฝันไปเถอะว่าจะปล่อย” ตอบกลับแล้วก็หันมาโทรศัพท์ กดรับแล้วก็กรอกเสียงลงไปด้วยน้ำเสียงที่ห้วนจัด ทำเอาคนโทรเข้าสะดุ้งโหยง

“ไอ้แมค แกมีอะไรก็รีบๆ รายงานมาสิว่ะ!” ปากบอกลูกน้อง ร่างกายก็ใช้ต่อสู้กับแรงดิ้นรนของแม่ตัวแสบ

“ผมได้ประวัติคุณปัญญาวีร์มาแล้วนะครับ อีกเดี๋ยวผมจะเอาเข้าไปให้เจ้านายครับ” เพราะตอนนี้เขานั่งจิบกาแฟอยู่ หลังจากอาการง่วงถามหา

“ไม่ต้อง!” เอเรสตัดสายทิ้งทันที

แมคได้เกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจเจ้านายเลย ทั้งที่เจ้านายต้องการข้อมูลด่วนที่สุด

“แมค! เป็นอะไรวะเพื่อน” ดอม เอ่ยถามหลังจากเดินมาถึงตรงที่เพื่อนนั่งจิบกาแฟอยู่

“ฉันงงคุณทาม”

“งงทำไมวะเพื่อน” ดอมเอ่ยถามอย่างสงสัย พลางยื่นมือไปรับกาแฟจากพนักงานสาว

“ก็คุณทามเร่งให้ฉันหาประวัติคุณปัญญาวีร์ แต่พอฉันโทรแจ้งว่าจะเอาเข้าไปให้ คุณทามบอกไม่ต้อง แล้วตัดสายทิ้ง ฉันเลยงงว่าตกลงฉันต้องเอาไปให้หรือไม่ให้ตอนนี้ดีไง” แมคบอกอย่างลังเล ก่อนที่ดอมจะบอกให้เพื่อนรออีกเดี๋ยวแล้วค่อยเอาประวัติเข้าไปให้ เพราะเดาว่าตอนนี้เจ้านายคงกำลังเคลียร์อะไรกับผู้หญิงคนใหม่แน่ๆ ที่บุกเข้าไปขอพบแบบไม่ให้เจ้านายหนุ่มของเขาตั้งตัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha