สานหัวใจรัก (จบ)

โดย: ไหมขวัญ



ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

3

 

วันพรุ่งนี้  เหลือโอกาสแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น ก่อนที่ผู้ใหญ่ทางฝ่ายของวายุจะเดินทางมาจรจาสู่ขอเบญจาลูกสาวของนาง

ความหวังที่จะได้ลูกเขยบ้านเดียวกันยังไม่มืดมิดบอดสนิทซะทีเดียว เมื่อเกลี่ยกล่อมเบญจาไม่ได้ บางทีมันก็ต้องหาตัวช่วย

“ธุอยู่ไหมจ๊ะแม่ทิพย์” นางจารุวรรณถามหาตัวช่วยกับนางทิพย์เพื่อนบ้านที่รักใคร่กลมเกลียวและมีแนวโน้มอยากเป็นทองแผ่นเดียวกัน

“อยู่จ้า แต่อาบน้ำอยู่เพิ่งกลับมาจากไร่นะ ว่าแต่แม่จามีอะไรหรือเปล่าดูสีหน้าไม่ดีเลย”

“ฉันจะมาคุยกับธุ เรื่องยัยเบญนะจ๊ะ”

“พอพูดถึงหนูเบญแล้วฉันก็อดเสียดายไม่ได้ นึกว่าจะได้เกี่ยวดองกัน”

“ฉันเองก็ไม่ต่างกันหรอกแม่ทิพย์ ผู้ชายดีๆ ขยันขันแข็งอย่างตาธุจะหาได้อีกที่ไหน แต่ลูกนี่สิมันไม่ฟังแม่เลย” นางจารุวรรณพูดอย่างเสียดายระคนหมดหวัง แต่เมื่อเห็นร่างสูงของสาธุเดินออกมาจากในบ้าน ดวงตาที่หม่นเศร้ากลับเป็นประกาย

“ธุจะไปไหนอีกหรือเปล่า” นางจารุวรรณเอ่ยถาม สาธุที่เดินตรงมาหา “ไม่ครับ ป้ามีอะไรจะใช้ผมหรือครับ”

“เปล่าหรอกป้ามีเรื่องจะคุยด้วยหน่อยน่ะ”

“เรื่องอะไรครับ” ชายหนุ่มถามพลางเดินไปนั่งเก้าอี้หินอ่อนตัวที่ว่างข้างๆ มารดา

“เรื่องยัยเบญจ้ะ”

 

เช้าวันใหม่แม้ทุกคนในบ้านจะกระตือรือร้นรู้สึกยินดีที่วันนี้จะมีแขกมาจากกรุงเทพฯ แต่มีนางจารุวรรณคนหนึ่งละที่ไม่เป็นอย่างนั้น นางยังคงนั่งหน้าบึ้งอยู่ภายในห้อง จนคนเป็นสามีอดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้

“ปล่อยวางซะบ้างเถอะแม่ อะไรที่ทำแล้วลูกมีความสุขก็ทำๆ ไปเถอะ”

“แม่ก็ไม่ได้ขัดอะไรนี่”

“เหรอ...แต่คำพูดกับสีหน้าของแม่มันไปคนละทางกันเลยนะ” คนเป็นสามีล้อเสียงกลั้วหัวเราะ “ไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวครอบครัวของคุณยุเขาจะมาถึงแล้ว”

นางจารุวรรณถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองสามี “ถ้าคนที่จะมาสู่ขอลูกเราคือตาธุมันคงดีเนาะ”

“แล้วเป็นคุณยุไม่ดียังไง พ่อก็เห็นว่าเขาก็เป็นคนดีนะ”

“ทำไร่ไถ่นา แม้แต่ปลอกมะพร้าวยังทำไม่เป็น” นางจารุวรรณยกตัวอย่างความไม่ดีในสายตาของตัวเองของวายุให้สามีฟัง

“นั่นไม่ใช่ความไม่ดี เขาไม่ได้ถูกเลี้ยงมาให้ทำงานแบบนี้นะแม่ ครอบครัวทำธุรกิจ เขาก็ต้องถูกสอนให้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารการทำธุรกิจสิ จะมาสอนทำไร่ไถ่นาก็ตายกันพอดี และถ้ามองในทางกลับกันอย่างเราๆ จะไปบริหารงานใหญ่ๆ ร้อยล้านพันล้านอย่างเขาได้ไหมล่ะ ก็ไม่ได้ ธุรกิจเขาเจ๊งกันพอดี คนเรามันก็มีสิ่งที่ถนัดและไม่ถนัดต่างกันไป มีใครไหมที่จะเก่งไปซะทุกเรื่องจ้างให้ก็ไม่มีหรอก”

“ชอบขัดคออยู่เรื่อย ไม่เอาแม่ไม่คุยกับพ่อแล้ว” ว่าแล้วนางจารุวรรณก็เดินหน้าบึ้งไปจัดการอาบน้ำแต่งตัวรอการมาเยือนของญาติผู้ใหญ่ของวายุอย่างไม่เต็มใจนัก

 

ช่วงสายๆ รถตู้จากกรุงเทพฯ ก็วิ่งเข้ามาจอดในบ้านโดยมีวายุไปยืนดักรอให้คนขับเห็นจะได้เข้าบ้านถูก และเป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มวิ่งไปเปิดประตูรถให้กับคนในครอบครัว

“สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่”

คนเป็นพ่อส่งยิ้มและตบบ่าลูกชายเบาๆ ก่อนจะก้าวลงมาบิดขี้เกียจสูดอากาศสดชื่นเข้าปอดให้คลายความล้าจากการนั่งรถมาหลายชั่วโมง

“นี่เหรอบ้านของแฟนเราน่ะ” ถามพลางกวาดสายตามองรอบๆ บ้านปูนชั้นเดียว แต่ดูใหญ่โต รอบๆ บริเวณบ้านล้อมรอบไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับรวมไปถึงผักสวนครัวหลากหลายชนิด  

“ครับ...เข้าบ้านกันดีกว่านะครับ ไปยัยยา”

วายุชวนน้องสาว แล้วเดินนำทุกคนเข้าบ้าน นางบุษกรกวาดสายตาไปรอบบ้านๆ ครั้งก่อนจะทำเสียงหึในลำคอพลางเบ้ปากน้อยๆ  แล้วจึงเดินตามลูกชายและสามีไป

“สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ เชิญนั่งก่อนค่ะ” เบญจายกมือไหว้บุพการีของคนรักพร้อมกับทำหน้าที่เจ้าบ้าน

“สวัสดีค่ะพี่เบญ” วริยาทักทายพร้อมกับยกมือไหว้ว่าที่พี่สะใภ้ “สวัสดีจ้ะ เดินทางมาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อนนะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็ยกแก้วน้ำดื่มเย็นๆ ในถาดไปให้ทุกคน แล้วเดินเลี่ยงเอาถาดไปเก็บและออกมานั่งที่โซฟาข้างๆ วายุ

โดยระหว่างนี้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็กำลังพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและเรื่องทั่วไป โดนเฉพาะนายวันดีกับนายวรุฒที่เหมือนจะพูดคุยกันถูกคอ เพราะพูดไปหัวเราะไป ผิดกับคนเป็นภรรยาของทั้งสองคนที่นั่งฟังนิ่งๆ พูดบ้างคุยถ้าโดนถามความเห็น

“เอ่อ...ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”

“เดี๋ยวเบญพาไปค่ะ”

“ไม่ต้อง!” นางบุษกรปฏิเสธเสียงเข้ม แต่เมื่อเห็นสายตาปรามจากสามีและแรงกระตุกที่แขนจากบุตรสาวทำให้นางต้องรีบออกตัว “ฉันหมายถึงไม่ต้องลำบากหรอก เดี๋ยวให้ยัยยาไปเป็นเพื่อน เธอแค่บอกทางไปก็พอ บ้านแค่นี้คงไม่หลงหรอกมั้ง”

“ยาขอพาคุณแม่ไปห้องน้ำนะคะ ไปค่ะพี่เบญ” ว่าแล้วก็รีบดึงแขนมารดาเดินตามคนรักของพี่ชาย ที่เดินแค่มาส่งและกลับออกไปที่ห้องรับแขกตามเดิม

“ทำไมคุณแม่พูดแบบนั้นออกไปล่ะคะ” วริยาถามมารดาเสียงไม่ดังเมื่ออยู่กันตามลำพัง

“แม่พูดอะไร” นางทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้

“ก็ทั้งเรื่องที่ทำเสียงแข็งใส่พี่เบญและเรื่องบ้าน”

“แม่ก็แค่พูดเรื่องจริง บ้านก็ดูใหญ่โตดีอยู่หรอกนะถ้าเทียบกับชาวบ้านละแวกนี้ แต่มันเทียบไม่ได้กับบ้านของเรา ดูห้องน้ำสิกว้างไม่ถึงครึ่งของห้องน้ำบ้านเราหรอกมั้ง ส่วนการตกแต่งภายในก็พอดูได้หรอกนะ แต่การตกแต่งภายนอกบอกเลยว่ารกไร้ซึ่งรสนิยมและความสวยงาม ทั้งผักทั้งดอกไม้ต้นไม้ปนมั่วกันไปหมด นี่แหละน้าเขาว่าคนบ้านนอก”

“แม่...” วริยาครางเรียกมารดาอย่างอ่อนใจ

วริยารู้ว่ามารดาไม่ชอบเบญจา เพราะหมายหมั้นปั้นมือจะเอาผู้หญิงอีกคนที่มีฐานะเทียบเท่ากันมาเป็นสะใภ้ แต่วายุไม่ยอมท่าเดียวถึงกับประกาศว่า ถ้าไม่ได้แต่งงานกับเบญผมจะไม่แต่งกับใครหน้าไหนทั้งนั้น อีกทั้งได้แรงสนับสนุนจากบิดา ทำให้นางบุษกรไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ จนต้องยอมเดินทางมาสู่ขอเบญจาตามความต้องการของวายุ

“ฉันจะพูดใครจะทำไม”

“ก็ไม่มีใครจะทำไมคุณหรอกค่ะคุณนาย”

เสียงตอบสอดแทรกที่ดังเข้ามาทำให้วริยาหันขวับ เธอถึงกับยกมือทาบอกเมื่อคนคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน...คุณแม่ของเบญจา

“เอ่อ...คือ...หนูขอโทษแทน...”

“ไม่ต้องพูด” นางจารุวรรณยกมือห้ามวริยาพร้อมกับมองผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองรวยกว่าสูงศักดิ์กว่าคนอื่นตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วยิ้มเยาะ “บ้านใหญ่กว่าแล้วไง รวยว่าแล้วไง พวกฉันมันบ้านนอกแล้วยังไง...รู้ไหมว่าฉันไม่เคยพิสมัยหรืออิจฉาคนในเมืองหลวงแม้แต่นิดเดียว ฉันพอใจกับความเป็นบ้านนอก ฉันพอใจกับบ้านหลังเล็กๆ และฉันพอใจกับความเป็นอยู่ของตัวเอง ถึงจะไม่รวยล้นฟ้าแต่ก็ไม่เดือด อยากได้อะไรก็พอหาซื้อได้ และที่สำคัญฉันไม่ได้อยากยกลูกสาวให้กับพวกคนรวยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างพวกคุณเลยสักนิด”

“ฉันก็ไม่ได้อยากได้ลูกสาวของคุณเหมือนกัน” นางบุษกรสวนกลับทันควัน

“ดี! งั้นเชิญคุณเอาลูกชายของคุณกลับไปได้เลย ฉันไม่อยากจะเกี่ยวดองกับพวกผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน หยิบจับอะไรเองไม่เป็นนักหรอก”

“ฉันก็ไม่ได้อยากเอาผู้หญิงที่ไร้ชาติตระกูลมาเป็นสะใภ้ให้แปดเปื้อนวงศ์ตระกูลเหมือนกัน ไปยัยยากลับ!” พูดจบก็ลากบุตรสาวคนเล็กกลับไปที่ห้องรับแขก โดยมีนางจารุวรรณเดินต่อว่าอย่างโมโหตามมาติดๆ

“กลับไปเลย! เดี๋ยวกลิ่นผู้ดีมันจะมาแปดเปื้อนบรรยากาศดีๆ ของบ้านฉัน”

“เดี๋ยวนี่มันอะไรกัน เอะอะเสียงดังเชียว” นายวันดีที่กำลังนั่งคุยเล่นกับทุกคนรอภรรยาและนางบุษกร เพื่อที่จะได้คุยเรื่องที่อีกฝ่ายจะมาสู่ขอบุตรสาวตน ลุกขึ้นถามอย่างตกใจ

“ตายุ คุณรุฒกลับ!

“นี่มันอะไรกันครับคุณแม่” วายุถามมารดาแล้วมองไปที่น้องสาวอย่างต้องการคำตอบ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นคำสั่งของมารดา “แม่สั่งให้กลับกรุงเทพเดี๋ยวนี้ จะไม่มีการเจรจาสู่ขออะไรทั้งนั้น แม่จะไม่มีวันเอาผู้หญิงบ้านนอกไร้ชาติตระกูลไปเป็นสะใภ้เด็ดขาด”

“เอ้อ! ไปเลย ขนกันกลับไปให้หมด ฉันก็ไม่มีทางเอาไอ้พวกคนรวยไร้สมองบ้าชาติตระกูลมาเป็นลูกเขยหรอก ไปเลย! ไปๆ ชิวๆ” ไม่ไล่เปล่านางจารุวรรณยังเข้าไปผลักวายุที่ยังยืนทำหน้างงๆ รวมทั้งคนอื่นในครอบครัวให้ออกไปจากบ้านของนางอย่างไม่พอใจ

“แม่นี่มันอะไรกัน” เบญจาถามมารดาอย่างสงสัย

“นั่นสิครับ” วายุที่แม้จะโดนผลักแต่ก็ยังหันมาถามมารดาคนรักอย่างข้องใจเช่นกัน

นางจารุวรรณผลักร่างสูงของวายุให้ออกห่างแล้วดึงร่างลูกสาวไปหลบอยู่ด้านหลัง “ต่อไปนี้คุณกับลูกสาวของฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก เบญไปเก็บเสื้อผ้าคุณยุมาให้เขาซะ”

“ผมไม่กลับ” วายุปฏิเสธและจะเดินมาหาคนรัก แต่ก็โดนมารดามารั้งเอาไว้ “แต่แม่สั่งให้แกกลับเดี๋ยวนี้ เสื้อผ้าแค่ไม่กี่ตัวทิ้งไปเถอะ เผื่อคนแถวนี้ไม่เคยมีเสื้อผ้าแบรนด์เนมจะเอาไปใส่อวดชาวบ้านก็ไม่ว่ากัน ถือว่าทำบุญ”

“คุณแม่! วายุปรามมารดา พลางมองไปที่คนรักและครอบครัว ทุกคนมีสีหน้าไม่พอใจคำพูดดูถูกของมารดาของเขามากอย่างเห็นได้ชัด ไ

“เสื้อผ้าแบรนด์เนมเหรอ ใส่แล้วเหาะได้หรือไงมันถึงจะได้วิเศษวิโสนัก มันก็แค่เสื้อผ้าอย่ามาดูถูกกันนัก...” และก่อนที่นางจะทันได้พูดต่อ เบญจาที่นางสั่งให้ไปเก็บเสื้อผ้าของวายุก็ยื่นกระเป๋าใบใหญ่ของแฟนหนุ่มมาให้ นางรับกระเป๋านั้นมาพร้อมกับยิ้มอย่างสมใจเมื่อบุตรสาวเห็นด้วยกับเรื่องนี้ “เอามันคืนไป ฉันไม่เก็บไว้ให้เป็นเสนียดจัญไรของบ้านหรอก ไป!” นางจารุวรรณโยนกระเป๋าให้อีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยปากไล่

“ไม่! ผมไม่กลับ ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” วายุที่สะบัดตัวหลุดออกจากการเหนี่ยวรั้งของมารดาเดินมาหาคนรักอย่างหวังว่าเบญจาจะคิดเหมือนกัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เขานิ่งงัน

“คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ”

“แต่...”

“กลับก่อนเถอะตายุ พ่อว่าสถานการณ์ไม่ดีเท่าไหร่” นายวรุฒเข้ามาปรามบุตรชายที่ยังมีทีท่าดื้อดึง “เชื่อพ่อ”

“เบญเห็นด้วยนะคะ คุณยุกลับไปก่อนดีกว่าค่ะ” เบญจาเอ่ยเสริม

“ก็ได้แล้วผมจะโทรหานะ” วายุยอมโอนอ่อน เดินตามแรงลากของมารดาพร้อมกับมองคนรักด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ จนกระทั่งขึ้นรถไป

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha