สรวงสุบรรณ

โดย: Venusrin Books



ตอนที่ 3 : รักแรก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            คิดว่าเป็นครุฑเชื้อเทพแล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ตลอด เธอขว้างหมอนไล่เขามือเป็นระวิง ชายหนุ่มหัวเราะลั่นโผทะยานออกไปทางหน้าต่างที่เข้ามา ไม่สนใจว่าสาวใช้ในบ้านของชมพูนุชจะเห็นหรือไม่

            “ทำอะไรไม่เคยคิดหน้าคิดหลังเลยจริงๆ ถ้าพวกมนุษย์เห็นขึ้นมา จะเป็นยังไงนะ”

            “คุณหนูคะ คุณหนู”

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นเส้นยาแดงผ่าแปด เธอข่มอารมณ์ ปรับสีหน้าเป็นปกติ

            “มีอะไร”

            “ได้ยินเสียงเอะอะค่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”

            “ฉันเปิดละครดูน่ะ แต่ปิดไปแล้ว มีอะไรก็ไปทำเถอะ แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงฉันมาก แม่สั่งให้พวกเธอมาทำงานบ้าน แค่นั้นก็พอแล้ว เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ” สั่งเสร็จความ ชมพูนุชก็กลับมานั่งทอดถอนใจต่อลำพัง

            ผู้ชายอันตรายอย่างทศรัศมิ์ รังแต่จะทำความเดือดร้อนให้เธออยู่เสมอ ทว่า ใบหน้าของหญิงสาวนั้นก็ร้อนผ่าว เพราะอะไรน่ะหรือ เธอเองก็รังเกียจความรู้สึกนี้ไม่น้อยเลย

            เพราะเขาคือรักแรกของเธอนั่นเอง

 

            เมื่อตอนที่เรียนอยู่ปีหนึ่ง ชมพูนุชไม่ชินการเดินทางไปมหาวิทยาลัย เธอขอให้นิศานาถมาส่งแค่ทางเข้า แต่พอไปถึง สถานบันมีพื้นที่หลายไร่เป็นบริเวณกว้าง เธอแทบจะหลงป่าอยู่ร่วมชั่วโมงกว่าจะหาคณะของตนเองเจอ

            ความสวยเป็นภัยสำหรับหญิงสาว มีชายหนุ่มชาวมนุษย์มากหน้าหลายตาต้องการสานสัมพันธ์ด้วย ไม่ได้มีแค่คนที่เป็นมิตร แต่พวกแพ้แล้วพาลก็มีเช่นเดียวกัน เย็นวันหนึ่งรถยนต์ของนิศานาถเสียกลางทาง เธอจึงเดินกลับบ้านรอไปพลาง โดยไม่ทันรู้เล่ห์ชั้นต่ำของพวกมนุษย์ไร้คุณธรรม

            “ขึ้นรถพี่สิครับ น้องชมพูนุช เดี๋ยวพี่ไปส่ง” อีกฝ่ายขับบิ๊กไบค์เร่งเครื่องเอาใจสาว

            เพียงเห็นหน้าตาท่าทางไม่น่าไว้ใจของอีกฝ่าย เธอก็เดินหนีเขา

            “สวยแล้วหยิ่งจัง”

            “ดิฉันไม่จำเป็นต้องถนอมน้ำใจกับคนหน้าไหว้หลังหลอกไม่ใช่หรือคะ ทำไมดิฉันจะไม่ทราบว่ารุ่นพี่ต้องการอะไรจากตัวดิฉัน”

            คนฟังหน้าชา ถูกสบประมาทด้วยวาจายิ่งกว่าถูกตบหน้า

            “ถ้ารู้ แล้วจะหยิ่งทำไมล่ะครับ มาสนุกกันดีกว่า” เขาดับเครื่อง ดึงร่างของเธอลงพงหญ้าข้างทาง ชมพูนุชไม่ชินกับการใช้พลังทิพย์มาก่อน เธอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รุ่นพี่ใจทรามใช้หมวกกันน็อกคลุมหน้าเธอเอาไว้ไม่ให้ร้องเสียงดัง

            ในนาทีนั้น เธอได้ยินเสียงหวือดังขึ้น ไม่ใช่แค่ร่างของรุ่นพี่ที่ปลิวไกลไปคลุกกับกองขี้วัวในไร่ของใครสักคน มอเตอร์ไซค์เจ้าของก็ปลิวลงไหล่ทางไปประสานงานกับต้นไม้โครมใหญ่ หญิงสาวกลัวมาก แต่พอเงยหน้าก็ต้องตกใจ ทศรัศมิ์!

            “ปลอดภัยแล้วนะ” เขาจะปลดหมวกออกให้

            แต่เธอรีบหันหลังหลบ ใบหน้าแดงระเรื่อ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะที่ได้พบเขาในลักษณะนี้ ราวกับเจ้าหญิงได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าชายก็ไม่ปาน

            “ไม่ต้องกลัว บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ ฉันจะไปส่ง”

            เธอส่ายศีรษะ พลางคว้ากระเป๋าสะพายแล้วจ้ำหนี พอไกลออกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็รีบดึงหมวกกันน็อกออก แต่แล้วพอหันไปอีกที ก็ต้องตกใจ

            “นี่เธอคิดว่าฉันจำเธอไม่ได้จริงๆ น่ะเหรอ ชมพูนุช” ทศรัศมิ์ยืนจ้องหน้า

            เธออ้าปากค้าง กำลังประมวลหาคำขอบคุณ แต่แล้วเขากลับพูดขึ้น

            “ถ้าฉันรู้ว่าเป็นเธอนะ ไม่มีทางช่วยเด็ดขาด”

            “อะไรนะคะ”

            “ก็ฉันไม่อยากยุ่งเรื่องของเธอ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามน่ะสิ เฮ้อ เสียเวลาชะมัด อันที่จริงตอนนี้ฉันควรจะได้ดูหนังสักเรื่องกับสาวๆ ไปแล้ว” พูดจบ เขาก็โผบินออกไปโดยไม่หันกลับมาเหลียวแลอีกเลย

            รักแรกของเธอจบลงภายในห้านาทีนี่เอง!

            “เราไปเผลอชื่นชมคนแบบนี้ได้ยังไงกันนะ โง่จริง” ชมพูนุชตีออกชกลมอยู่ไม่นาน นิศานาถก็โผล่มาพร้อมกับรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จด้วยพลังทิพย์

            ส่วนรุ่นพี่คนนั้นก็ย้ายสถาบันไปโดยไม่มาวุ่นวายกับเธออีกเลย

 

            ในสายตาของทศรัศมิ์ ชมพูนุชคือตัวยุ่ง ตัวปัญหาที่ลากความเดือดร้อนมาให้เขาอยู่เสมอ เขาต้องการจะถอยห่างจากยัยเด็กขี้ฟ้องมากที่สุด แม้จะโตๆ กันแล้ว ก็ยากจะเปลี่ยนความคิด เขายังคิดว่าวันนั้นเธอวางแผนอะไรจะเล่นงานเขาหรือเปล่า

            ครุฑครึ่งเทพรูปงามบินกลับมาถึงยังรังห้องนอนของตนเอง เปิดเพลงคลอเบาๆ ทิ้งตัวลงยังเตียงนอนอย่างครุ่นคิด

            “สงสัยยัยนั่นจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรกลับชาติมาเกิดแหงๆ” เขาคิดของขวัญที่จะให้ชมพูนุชไม่ออก จึงเบี่ยงความสนใจไปที่อื่น ทศรัศมิ์อยู่กับที่เฉยๆ ไม่ค่อยเป็น เขาเกลียดที่คับแคบ การอุดอู้อยู่ในห้องนอนนานๆ จึงไม่เป็นที่โปรดปราน ไม่นานนักเขาก็โจนทะยานออกท่องเที่ยวไปในยามราตรี

            ปาร์ตี้วันเกิดของชมพูนุชถูกจองยังสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในรีสอร์ทกลางหุบเขา เป็นของขวัญจองไว้ล่วงหน้าจากทางไกล ทรงสุบรรณเปิดโอกาสให้บุตรสาวได้ออกไปเรียนรู้โลกภายนอก โดยมีข้อแม้ว่าต้องกลับก่อนเที่ยงคืนและต้องมีทศรัศมิ์ไปรับกลับมาด้วย

            “ยังไม่ทันขาดคำ หาเรื่องลำบากมาให้อีกจนได้” เขาต้องกลายเป็นพี่เลี้ยงน้องสาวข้างบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แต่ก็ไม่อาจขัดประสงค์ของทรงสุบรรณได้ด้วยความเกรงใจที่มีต่อสหายของบิดา

            การเข้าสังคมสำหรับชมพูนุชไม่เป็นเรื่องใหญ่ แต่การเห็นชายหญิงนัวเนียกันในคลับนี่สิชวนให้หนักใจกว่า เพื่อนร่วมสถาบันถูกเชิญมารวมทั้งคนแปลกหน้าและเพื่อนในกลุ่ม เธอแหวกฝูงคนเมาตรงไปหาศรระยา

            “ลูกศร ดีใจจังที่เจอเธอ ได้ยินฉันไหม”

            “ได้ยิน แต่เพลงมันดังชะมัด พ่อเธอเจ๋งไปเลย”

            “ฉันคิดว่าพ่อไม่รู้แน่ๆ ว่ามนุษย์เหมาน้ำเมายกลังในปาร์ตี้วันเกิดของฉัน” เหล้าถูกเรียงแทนที่น้ำพันช์สีสวย งานนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงวันครอบครัวที่มีผู้ปกครอง ลูกศรบอกให้เธอลืมไปได้เลยเรื่องที่จะดื่มน้ำผลไม้

            “ใครแอบเอาเข้ามาไม่รู้ แต่เจ๋งดี”

            “ลูกศร เธอดื่มไม่ได้นะ”

            “ทำไมจะไม่ได้ อายุฉันถึงเกณฑ์แล้วนะจ๊ะเพื่อน ปีหน้าก็จะจบแล้ว ฉันต้องรีบเป็นผู้ใหญ่ จะได้คู่ควรกับพี่ทศไง” ศรระยารัวเป็นชุด ดวงตาเคลิ้มฝัน

            จังหวะเปลี่ยนเพลงเป็นเพลงงานทีมนี้โดยเฉพาะ คือเพลงวันเกิด เมื่อเห็นว่าเจ้าของงานมาถึงเรียบร้อยแล้ว แสงไฟถูกหรี่ลงสลัว มีผู้ชายคนหนึ่งถือเค้กมา ไม่เห็นหน้าตา เห็นแต่แสงเทียน

            ใบหน้าของเธอกลายเป็นสีชมพู เธอไม่เคยมีงานวันเกิด ไม่เคยได้ยินใครอวยพรให้ วันนี้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าและปารตี้นี้ก็ถูกจัดขึ้นเพื่อเธอ สาวครึ่งครุฑครึ่งกินรีทำอะไรไม่ถูก ยิ้มเก้อเขิน

            “อธิษฐานสิจ๊ะ” ศรระยาขยับตัวไปข้างหลังเพื่อเตรียมถ่ายรูปให้

            “ฉันไม่รู้จะอธิษฐานอะไร” มนุษย์เขาขอพรอะไรกัน เธอก็ไม่รู้ หญิงสาวก็หลับตาลง ทว่า นาทีที่กำลังจะเอ่ยปากขออะไรสักอย่าง เสียงกรีดร้องก็ดังมากจากด้านหลัง

            นี่งานวันเกิดต้องมีเสียงร้องน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            “กรี๊ด”

            ไฟในร้านถูกเปิดขึ้นกะทันหัน ร่างของศรระยาหายไป เหลือเพียงรองเท้าส้นสูงข้างเดียวและกล้องมือถือที่หล่นอยู่ แสงไฟกะพริบ ถ่ายติดอะไรบางอย่างที่ไม่เป็นตัวตน หากเป็นแสงประหลาดกระจุกเดียวทิ้งเอาไว้เป็นสีดั่งคราบเลือด

            “เกิดอะไรขึ้น ใครร้อง”

            เธอไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเสียงของศรระยาหรือเปล่า เพราะมันไม่เหมือนเสียงของเพื่อนสาวที่มักจะร่าเริงอยู่เสมอ หากมันเป็นเสียงที่กลัวอะไรสุดขีด แต่คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยืนยัน

            “แล้วลูกศรหายไปไหน”

 

            ไม่มีใครอยู่บ้านในตอนยังไม่สามทุ่มดี นิศานาถเทวีหลับไปแล้ว ส่วนจามจุรีย์ก็กลับไปกินรานครตั้งแต่หัวค่ำ นี่เป็นงานวันพิเศษที่ยอดแย่ที่สุด เธอไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหนเลยเมื่อศรระยาหายตัวไปอย่างลึกลับ ได้แต่ฝากให้เป็นเรื่องของตำรวจเมืองมนุษย์

            “เดือนนี้คนที่สี่แล้วนะ”

            “อะไรเหรอคะ”

            ทศรัศมิ์ดับเครื่อง กระโดดออกไปนั่งคิดท้ายรถโดยไม่พึ่งประตู

            “เธอไม่รู้รึ ผู้หญิงในมหาวิทยาลัย หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยสามคนแล้ว รวมลูกศรด้วยก็เป็นสี่”

            “ดิฉันจะไปทราบได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อไม่ได้สนใจสตรีออกนอกหน้าเหมือนพี่ทศ”

            “มันแปลก”

            ชายหนุ่มไม่ได้เข้าห้องสมุดไปเพียงอ่อยสตรีอย่างที่ชมพูนุชเข้าใจ แต่เขาเริ่มรู้สึกได้ถึงชั้นบรรยากาศที่ไม่ค่อยจะดีนักในปัจจุบัน จริงอยู่ว่ามีมลพิษมากมายในอากาศ ทว่า ระยะหลัง บริเวณที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้แวดล้อมด้วยภูเขาสูง ไม่น่าจะมีกลิ่นตุๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสังหรณ์ใจอะไรบางอย่างจากความฝันซ้ำซาก ทำให้ต้องกังวลใจ       

            เขาฝันว่า ใครคนหนึ่งตายไปตรงหน้า แต่มันติดตรงที่ว่า มองไม่เห็นว่าเป็นใครกันแน่ หากฝันแค่ครั้งเดียว เขาจะไม่สนใจเลย แต่นี่ เขาฝันทุกครั้งที่มีผู้หญิงหายตัวไป

            “พี่ทศ ฟังดิฉันอยู่หรือเปล่าคะ”

            “เธอว่าอะไรนะ”

            “ลูกศรไม่ได้แกล้งดิฉันใช่ไหม”

            “บ้าเหรอ ใครเขาจะแกล้งหายตัวไปในงานวันเกิดของเพื่อน ไม่ใช่เธอนะ จะได้คิดแกล้งคนอื่นตลอดเวลา”

            “ดิฉันแกล้งก็แต่พี่ทศ”

            “ลงไปสิ ฉันไม่อยากเถียงกับเธอแล้ว และถ้าไม่จำเป็น ช่วยอยู่ห่างๆ กันด้วย”

            “ถ้าไม่จำเป็น ดิฉันก็ไม่อยากอยู่ใกล้พี่เหมือนกัน”

            “นั่นเธอจะไปไหน”

            “ไปตามหาลูกศรค่ะ”

            “รู้เหรอไงว่าต้องไปที่ไหน”

            “ยังไม่ทราบค่ะ แต่เข็มทิศนำทางของท่านพ่อ น่าจะพอได้เบาะแสอะไรบ้าง”

 

            หญิงสาวถอดเสื้อคลุมออกเผยชุดเดรสสีม่วงอ่อน มองดูเข็มทิศที่ไม่เคยใช้ ทรงสุบรรณทิ้งเอาไว้ให้เผื่อว่าสักวันจะเป็นประโยชน์ หากมันมีคู่มือวิธีใช้ให้เหมือนของพวกมนุษย์ก็คงจะดี เธอมองเชือกคล้ายเงื่อนผูกของลูกเสือเนตรนารี วางอยู่ในกล่องเก็บของด้วย มันเป็นสีทองอร่าม พอแกะออกมาก็ต้องตกใจ เชือกหนาแน่นตรงเข้าพันธนาการมือของเธอเอาไว้ข้างหนึ่ง

            “อะไรกันนี่”

            ฝ่ายทศรัศมิ์ไม่อยากติดค้าง เขาไม่น่าเกือบระเบิดเธอไปพร้อมกับรถในวันเกิดของเธอเอง ก่อนไปปาร์ตี้จึงแวะซื้อนาฬิกาตัวเรือนสีโอลด์โรสให้ เพราะเห็นว่าเจ้าหล่อนเป็นคนตรงต่อกฎเกณฑ์เสียเหลือเกิน คงจะยึดถือเรื่องตรงต่อเวลาเหมือนกัน เขาบินมาข้างหน้าต่างและกะว่าจะโยนไว้ข้างในโดยไม่ต้องพบกัน

            แต่กลับถูกแรงดึงดูดหนักหน่วงเหวี่ยงเข้าไปติดกับ มือของเขาถูกมัดแน่นติดอยู่กับมือของชมพูนุช

            “นี่มันอะไร”

            หากเป็นศัตราวุธของทรงสุบรรณ สิ่งนั้นเคยเอาไว้ใช้สำหรับจับศัตรูให้อยู่หมัด เงื่อนศัตราวุธ แค่คนที่ใช้ต้องการให้คลายออก ก็สามารถคลายได้ทันที แต่นี่ เป็นคนละอันกัน ด้วยความรีบร้อน บิดาของชมพูนุชหยิบผิดอันทิ้งไว้ นี่ไม่ใช่เงื่อนศัตราวุธ หากเป็นเงื่อนพันธนาการต่างหาก

            เพราะเขาเคยเอาไว้ใช้สำหรับพันธนาการสตรีชาวมนุษย์ตอนยังโสด การจะปลดมันออกได้ คือต้องปลดปล่อยกับคู่พันธนาการเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น!


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha