วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

โดย: เพลงมีนา



ตอนที่ 3 : ป่าช้า


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 2.

ป่าช้า

            หัดเข้าป่าล่าสัตว์อยู่รวมสัปดาห์  เหมยซิงก็ได้กระต่ายป่าตัวอวบมาเป็นอาหารให้น้องๆ เด็กๆ ตื่นเต้นกันมาก  นางเองได้รับการสั่งสอนจากติงเชา  แม้พ่อบุญธรรมนอนป่วยอยู่บนที่นอนเสียส่วนใหญ่ แต่พอพยุงตัวลุกขึ้นได้ สอนนางใช้เครื่องมือล่าสัตว์  เอาธนูออกมาซ่อมแซมให้นางได้ฝึกใช้  เพราะร่างกายที่ฝึกฝนออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้เรี่ยวแรงกลับคืน  แรกๆ นางกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องฆ่าสัตว์ที่จับมา  นางไม่ใช่พวกไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ไม่เคยออกล่าและฆ่าเองเช่นนี้  อยู่อีกโลกก็แค่กำเงินไปจ่ายตลาด มีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ปลาหรือไก่ให้เลือกกินได้สารพัด  แต่ต้องทำเพื่อปากท้อง นางเริ่มทำใจได้   นางเก็บเห็ดลงมาจากเขาให้พ่อบุญธรรมช่วยดูว่าชนิดไหนกินได้บ้าง โชคดีที่บรรดาน้องชาย


ถนัดเรื่องจับปลา พวกเขาสอนนางให้จับปลาในธารน้ำไม่ไกลนัก

            พันดาวหรือเหมยซิงเริ่มคุ้นชินกับชีวิตใหม่นี้ แม้ไร้เทคโนโลยีที่คุ้นเคย แต่เมื่อปรับตัวได้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว  แต่กระนั้นเงินก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญอยู่ดี  นางยังไม่รู้ว่าจะหาเงินได้อย่างไร จะหาของป่าไปขาย ตัวเองไม่ค่อยรู้จักอะไรดีนัก อาจต้องรอให้พ่อบุญธรรมแข็งแรงกว่านี้จะได้สอนนางได้มากขึ้น  ในโลกที่จากมาพันดาวเคยออกค่ายอาสาหลายครั้ง  รวมทั้งงานในกองถ่ายก็ไม่ได้สบายนัก หลายครั้งที่ออกกองถ่ายต่างจังหวัดก็ยังคิดอยู่ว่าคล้ายกับโลกใบนี้มากนัก

            จะเรียกว่าอะไรดี  พันดาวพยายามหาคำตอบให้ตัวเอง เป็นโลกคู่ขนานแบบในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์หรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น จะมีโอกาสกลับไปโลกเดิมไหม?  ตอนจากมาจำได้แค่ว่ามีระเบิดกับไฟคลอก  หากต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกันถึงจะกลับไปได้  นางจะไปหาระเบิดและไฟคลอกที่ไหน แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าจะกลับไปสู่โลกเดิมได้  หากกลับไปแล้วร่างตัวเองเละเทะจะเป็นอย่างไร  หรือบางทีเหมยซิงในโลกนี้ไปอยู่ในร่างพันดาวในโลกโน้น  แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหมยซิงผู้อ่อนแอบอบบางอายุเพียงสิบหกใช้ชิวิตในโกลร่างของพันดาวที่อายุยี่สิบหกได้ยังไง

 ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว พันดาวได้แต่ภาวนาว่าหากตัวเองกลับไปไม่ได้จริงๆ ก็ขอให้ตายอย่างสงบเถอะนะ  อย่างน้อยลุงทองดีก็ได้เงินประกันชีวิตที่ทำไว้และประกันอุบัติเหตุจากทีมงานคงมากพอไม่ทำให้ลุงทองดีต้องลำบาก  แต่ในระหว่างนี้พันดาวทำตัวให้คุ้นเคยกับเหมยซิง จึงฝึกพูดจาตามประสาคนที่นี่  ไม่ว่าอะไรก็ตามทำให้พันดาวมาอยู่ในร่างของเหมยซิง  นางจะพยายามใช้ชีวิตในโลกนี้ต่อไป

หญิงสาวตบแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ จากนี้พันดาวคือเหมยซิง และฟื้นจากป่าช้ามาสี่สิบห้าวันแล้ว นางมีน้องสาวที่แสนน่ารักและน้องชายยอดกตัญญู รวมทั้งพ่อบุญธรรมที่มีใจเมตตา  กระท่อมหลังน้อยอยู่เชิงเขา นางพอหาอาหารจากป่าเขานั้นได้บ้าง แต่อย่างไรนางต้องการข้าวสารและแป้งเพื่อทำอาหาร ต้องการเสื้อผ้าและยารักษาโรคให้พ่อบุญธรรม แน่นอนว่าต้องใช้เงิน  ถึงแม้ร่างนี้จะอายุสิบหกแต่ความคิดของนางก็ยังเป็นพันดาวที่อายุยี่สิบหกอยู่ดี

“ท่านพ่อ”  นางเข้าไปทำตาละห้อยใส่พ่อบุญธรรมที่ยืนกรานไม่ให้นางไปทำงานรับใช้ใครทั้งนั้น

“ไม่ได้! พ่อไม่ให้เจ้าไปลำบากอีกแล้ว”   ติงเชายืนกราน ครั้งก่อนลูกสาวหนีไปทำงานเป็นหญิงรับใช้ ถูกใส่ความแปดเปื้อนทำร้ายปางตายซ้ำถูกโยนทิ้งในป่าช้า

“แต่ท่านพ่อ ข้าอยากได้เมล็ดพันธุ์มาเพาะปลูก” นางทำหน้างอง้ำ  มีที่ดินพอจะเพาะปลูกได้  กระท่อมอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

นางจดจำเรื่องการทำฝายทดน้ำได้จากที่เคยไปออกค่ายอาสา น่าจะปรับมาใช้กับที่ดินที่นี่ได้   ผันน้ำเข้าที่นาตัวเอง  ยังไงก็ต้องลองปลูกพืชระยะสั้นดูก่อน หากไม่รีบทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนี้ เข้าฤดูหนาว หิมะตกเพาะปลูกอะไรก็ลำบาก รวมทั้งหาของป่ากินยิ่งยาก  นางรอดตายจากระเบิดและไฟคลอกมาแล้ว อย่าต้องมาอดตายเลยนะ

“เจ้ามั่นใจว่าจะทำได้รึ”

“ยังไม่ได้ลงมือทำ ก็บอกไม่ได้หรอกเจ้าคะว่าจะทำได้หรือไม่”  นางยืนยัน 

ติงเชาเห็นแววตามุ่งมั่นของลูกสาวก็ได้แต่ยิ้มบางๆ  ก่อนหน้านี้เด็กสาวตรงหน้าทั้งอ่อนแอและบอบบาง ทว่าจิตใจนางเข้มแข็งนัก  เพื่อให้น้องๆได้สบายตัวเองยอมลำบากเท่าใดก็ได้ แม้ฟื้นมาครั้งนี้รู้สึกแปลกไปบ้าง แต่นับว่าดีไม่น้อย  ยิ่งเห็นนางแอบฝึกฝนร่างกาย  ควงไม้พลองและยิงธนู เขายิ่งอยากลุกขึ้นจากที่นอนแล้วไปสอนนางด้วยตนเอง  ก่อนหน้านี้ไม่ว่าอย่างไร นางไม่เคยแตะต้องเลยสักครั้ง เพียงแค่อยากสอนให้นางป้องกันตัวได้บ้าง  แต่เมื่อเห็นว่านางไม่มีความถนัดด้านนี้ เขาไม่คิดบีบบังคับให้นางต้องฝืนใจทำ   แต่มายามนี้นางกลับอยากเรียนรู้แต่สภาพร่างกายของเขานั้นไม่เอื้ออำนวย ได้แต่ทอดถอนใจอย่างเสียดาย

“ท่านพ่อ ลองดูสักครั้งเถิด  ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าผิดพลาดที่ใด ครั้งหน้าจะได้ไม่ผิดพลาดอีก”

“ถ้าอย่างนั้น เจ้าไปหาเถ้าแก่มู่ บอกว่าพ่อขอยืมเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูก”

“เถ้าแก่มู่?”  นางทวนคำด้วยสีหน้างุนงง

“เจ้าคงจำไม่ได้ แต่ไปหาไม่ยากหรอก เถ้าแก่มู่งอยู่ที่ตลาดให้   ติงหยีไปเป็นเพื่อนเจ้าก็ได้ บอกว่าพ่อให้มาขอปันเมล็ดพันธุ์”

“เจ้าค่ะ”  นางอยากถามต่อว่าพูดแค่นี้ก็ได้แล้วหรือ? ต้องหาสิ่งใดไปคำประกันหรือไม่ แต่ไม่เห็นพ่อบุญธรรมพูดอะไรอีก นางจึงเข้าใจว่าพ่อบุญธรรมกับเถ้าแก่มู่คงสนิทสนมกันจนสามารถขอหยิบยืมเมล็ดพันธุ์พืชได้

พูดเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด  หญิงสาวประคองพ่อบุญธรรมลงนอนตามเดิม เรียกเด็กๆ มาคอยดูแลปรนนิบัติไม่ให้ไปเล่นไกลตา  แล้วเรียกติงหยี่ให้ไปพร้อมกับนาง  หญิงสาวกำชับไม่ให้เด็กๆ ไปห่างพ่อบุญธรรมแล้วเร่งรีบเดินทาง

“บ้านเถ้าแก่มู่นี่อยู่ไกลหรือไม่”

“แค่ครึ่งชั่วยามก็ไปถึง”  ติงหยีเป็นเด็กชายตัวโตที่สุด แต่ก็ยังผอมบางหากเทียบกับเด็กชายวัยสิบสองทั่วไป

“พี่จำอะไรไม่ได้ เจ้าอย่าถือสาพี่เลยนะ”  นางยื่นมือไปโยกศีรษะน้องชายอย่างหยอกล้อ  เขายิ้มกว้างแล้วส่ายหน้าไปมา

“พี่เหมยซิงทำเพื่อพวกเรามากมายนัก ข้าไม่ว่าอะไรพี่หรอก  หากข้าเข้มแข็งกว่านี้ ตัวโตกว่านี้ คงปกป้องพี่และน้องๆได้แล้ว”

“เด็กโง่ เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น อย่างไรพี่ก็เป็นพี่ หน้าที่ของพี่คือดูแลน้องๆ” 

เหมยซิงเดินตามถนนเส้นเล็กๆ จากบ้านไม่นานนัก ก็เข้าสู่ถนนเส้นหลัก  ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานางไม่เคยออกจากกระท่อมเข้าเมืองเลยสักครั้ง  แม้จะใช้การเดินเท้า  แต่เมื่อพันดาวที่อยู่ในร่างเหมยซิงนั้นไม่คุ้นเคยกับทิวทัศน์สองข้างทาง ก็อดมองอย่างและจดจำไปด้วยไม่ได้  ปากคอยสอบถามจนติงหยี่ที่ปกติเป็นคนพูดน้อยต้องพูดมากไปอย่างไม่รู้ตัว

ราวครึ่งชั่วยามทั้งสองก็มาถึงบ้านเถ้าแก่มู่  เหมยซิงยืนมองด้านหน้าเห็นเป็นร้านเหมือนร้านขายของชำแต่เป็นร้านขนาดใหญ่ ติงหยี่ยืนอย่างขลาดๆ นางจึงหันไปยิ้มให้กำลังใจน้องชายแล้วเดินเข้าไปขอพบเถ้าแก่  เด็กรับใช้ที่ง่วนกับการลูกค้าปลีกตัวมาคุยกับนางและพานางไปยืนรอด้านใน ไม่นานนักชายวัยห้าสิบก็โผล่หน้าออกมา  เพียงเห็นหน้านางเข้าอีกฝ่ายก็มีสีหน้าตกใจไม่น้อย แต่กระนั้นก็ทำเป็นยิ้มออกมาแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ

“เจ้า...เจ้าสบายดีรึเหมยซิง”

“เจ้าค่ะ”   นางยิ้มรับ ไม่เข้าใจสีหน้าของอีกฝ่าย แต่ไม่สนใจอะไรนัก “ท่านพ่อให้ข้ามาขอยืมเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปเพาะปลูก”

“เพาะปลูก?”

“เจ้าค่ะ”  นางไม่กล้าพูดอะไรมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อะไรบ้าง คงแล้วแต่เถ้าแก่มู่จะเมตตาให้ยืมก็แล้วกัน

“พ่อของเจ้าเคยพูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”  เถ้าแก่มู่พูดพลางจ้องมองเด็กสาวเหมือนจับผิด แต่ดูอย่างไรก็เป็น เหมยซิงที่เขารู้จัก แม้ได้ข่าวว่านางตายไปแล้วก็ตาม

“ข้าจะให้เด็กๆ จัดให้ แล้วลงบัญชีพ่อของเจ้าไว้”

“เจ้าค่ะ”  

นางยิ้มรับแล้วก็เห็นเถ้าแก่พยักหน้าหงึกหงักรีบเดินออกไป นางได้แต่ยืนงงอยู่ ครู่ต่อมาเด็กในร้านก็เอาถุงใส่เมล็ดพันธุ์พืชมาให้

“มีข้าวเปลือกและข้าวโพด แม่นางเชิญลงชื่อที่นี่”  เด็กรับใช้บอกนางและเชิญให้นางไปที่โต๊ะไม่ไกลนัก 

เหมยซิงขมวดคิ้ว ตัวอักษรยึกยือเหล่านี้คงเป็นตัวอักษรจีน แต่ให้เป็นอักษรจีนปัจจุบันหรือโบราณนางก็อ่านไม่ออก  ได้แต่นั่งมองอย่างอ้ำอึ้ง เงยหน้าขึ้นมองเด็กรับใช้ อีกฝ่ายเหมือนจะเข้าใจเรียกหลงจู๊ออกมา

“แม่นาง ถ้าเขียนชื่อไม่ได้ก็พิมพ์ลายนิ้วมือที่นี่”

“ได้”  รู้สึกน่าอายเสียจริงที่เขียนชื่อตัวเองก็ไม่ได้   นางลอบมองติงหยี่เห็นเขาก้มหน้าก้มตา  เขาเองก็คงเขียนชื่อตัวเองไม่เป็นเหมือนนาง  เด็กในบ้านไม่มีใครได้เรียนหนังสือสักคน คงยากสักหน่อยที่พวกเขาหรือแม้แต่ตัวนางจะเขียนชื่อตัวเองได้  นางกดนิ้วโป้งกับแท่นหมึกแล้วประทับลงกระดาษที่หลงจู๊บอก  เมล็ดพันธุ์มีหลายถุง โชคดีที่ติงหยี่รอบคอบเอาตะกร้าขึ้นหลังมาด้วย  แม้เขาตัวเล็กแต่ไม่ยอมให้นางแบกแทน

“สักครึ่งทางก็ผลัดให้ข้าแบกก็แล้วกัน”

“ฮืม”  ติงหยี่พยักหน้ารับ

เมื่อออกจากร้านเถ้าแก่หวัง เหมยซิงหรือพันดาวรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองนาง หญิงสาวจ้องมองกลับเพียงแค่นั้นก็ทำให้คนเหล่านั้น

สะดุ้งโหย่ง รีบหันหนีไปทางอื่นทันที

“หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือไร จ้องมองกันจริง”  เหมยซิงย่นจมูก อยากเดินดูตลาดเสียหน่อยก็หมดอารมณ์แถมยังกังวลว่าน้องชายจะแบกของหนักอีกด้วย

“เพราะผู้อื่นคิดว่าพี่สาวตายไปแล้ว”  ติงหยี่เอ่ยเสียงเบากลัวพี่สาวเป็นกังวล

“อ้อ...เรื่องนั้นเองหรือ?”  นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเดินออกจากตลาดไปอย่างเงียบๆ ไม่น่าแปลกใจถ้าคนที่รู้จักเหมยซิงและรู้เรื่องที่นางถูกโยนทิ้งในป่าช้า  หากมาเห็นนางเดินใต้แสงตะวันกลางวันแสกๆ เช่นนี้คงตกใจไม่น้อย

“ติงหยี่”

“มีอะไรรึพี่สาว”

“ป่าช้านั้นอยู่ไกลไหม?”

ติงหยี่หยุดเดินแล้วหันไปจ้องมองใบหน้าของเหมยซิง

“พี่แค่อยากเห็นว่าที่ตรงนั้นเป็นเช่นไร”  นางยื่นมือไปโยกศีรษะน้องชายเล่น

“จะดีหรือ?”

“นี่กลางวันอยู่ ไม่เป็นอะไรหรอก” 

นางแค่อยากเห็นสถานที่ที่นางฟื้นขึ้นมาในร่างของเหมยซิง และได้เห็นว่าคนใจร้ายพวกนั้นโยนร่างนางทิ้งไว้เป็นสถานที่เช่นไร

ติงหยี่เห็นแววตาของพี่สาวแล้วก็ได้แค่พยักหน้ารับ เขาพาเดินออกนอกเส้นทางไปไม่นานนักก็เข้าสู่ป่ารกทึบ หากไม่เพราะทั้งสองขึ้นเขาหาของป่าเป็นประจำคงหวาดกลัวที่นี่ไม่น้อย

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักว่าท่านพ่อพบพี่สาวที่ใด รู้แค่ว่าเป็นป่าช้าแห่งนี้”

เหมยซิงพยักหน้ารับแล้วยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปลึกมากนัก แค่เพียงยืนอยู่ชายป่าก็ยังรู้สึกเยียบเย็นแม้จะเป็นยามบ่ายแล้วก็ตาม

คนแบบไหนกันถึงโหดร้ายถึงเพียงนี้  ลงโทษนางจนตายแล้วเอามาโยนทิ้งอย่างอนาถ  หากพ่อบุญธรรมตามหานางช้าเกินไป ต่อในนางฟื้นขึ้นมาก็อาจถูกสัตว์ร้ายกัดแทะเนื้อแหว่งไปแล้วก็ได้

“โหดร้ายเหลือเกิน”

“ข้าไม่เชื่อว่าพี่สาวจะเป็นขโมย” ติงหยี่รีบพูดขึ้น  “แม้พวกเราเคยเป็นขอทานแต่ไม่เคยขโมยของใคร  พี่สาวถูกปรักปรำแน่นอน ข้าเชื่อว่าพี่สาวไม่ได้ทำอย่างที่พวกนั้นกล่าวหา”

“เอาเถิดอะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยมันผ่านไป สู้เราเก็บแรงไว้ทำมาหากินของเราไม่ดีกว่ารึ”

นางยิ้มให้น้องชาย แต่ในใจอดคิดไม่ได้ว่า คนที่ทำร้ายเด็กสาวอายุสิบหกเป็นใครกัน และเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่  แต่เมื่อทุกคนคิดว่านางตายไปแล้ว ก็เท่ากับว่าเรื่องราวในครั้งนั้นถือว่าสิ้นสุดได้หรือไม่นะ

“กลับกันเถิด”

“ฮืม”   ติงหยี่ยิ้มน้อยๆ เขายิ้มไม่เก่ง แต่พูดน้อย เมื่อยิ้มแล้วก็ดูเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่ง

เหมยซิงกำลังจะหมุนตัวกลับ  คล้ายได้ยินเสียงร้องครางอยู่ไม่ไกลนัก เท้าของนางชะงักและหันไปตามเสียงที่ได้ยิน

“พี่สาว”  ติงหยี่เรียกเมื่อไม่เห็นว่าพี่สาวเดินตามออกมา

“รอเดี๋ยว”  นางยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้เงียบก่อน  อาจมีคนถูกทำร้ายแล้วเอามาทิ้งเหมือนนางก็ได้  ดวงตากลมกลอกไปมาเงี่ยหูฟังจนแน่ใจแล้วรีบก้าวยาวๆไปหลังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างจากนางราวยี่สิบก้าว

“พี่สาว”  เพราะแบกของไว้เต็มหลัง เขาจึงก้าวตามพี่สาวได้ช้านัก เขาไม่ได้กลัวภูติผีแต่กลัวจะเป็นคนร้ายมากกว่า  แต่เมื่อเดินไปทันแผ่นหลังของพี่สาว เขาเองก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น

“คนหรือผี...”

เหมยซิงไม่รอช้า รีบเข้าไปประคองร่างที่เปื้อนเลือดขึ้น เขาเป็นชายหนุ่มร่างผอมบาง เสื้อผ้าเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มไปแล้ว ใบหน้าก็มีรอยบอบช้ำเขียวเป็นจ้ำ  นางพยายามจับตัวอย่างเบามือด้วยเกรงว่าจะถูกชิ้นส่วนในร่างกายที่แตกหัก กลับได้ยินเสียงครางออกมา

“คนซิ ยังหายใจอยู่”

เหมยซิงหันไปดุน้องชาย  มือเรียวลูบคลำไปตามเนื้อตัว ลอบถอนหายใจเมื่อมั่นใจว่าไม่มีชิ้นส่วนใดหัก แต่ไม่พบบาดแผลที่ทำให้เลือดออกท่วมเสื้อผ้าเช่นนี้   คล้ายว่ามีคนเอาเสื้อผ้าชุ่มเลือดมาคลุมร่างนี้ไว้เพื่อซุกซ่อนชายผู้นี้ไว้

“แล้วจะทำอย่างไรดี”

“ต้องพาเขากลับไป”

“พากลับไป! ไปไหน!

“บ้านเราซิ”

“จะพาไปอย่างไรเล่า”

“แบก!

“พี่สาว! พี่จะแบกผู้ชายไม่ได้!  ติงหยี่ส่ายหน้ารัว พี่สาวยังไม่ได้แต่งงาน ขืนใครรู้เข้าคงไม่ได้ออกเรือนเป็นแน่

“ได้ซิ” เหมยซิงคิดแค่ช่วยคน “มาช่วยพี่หน่อย”

นางย่อตัวลงมุ่งมั่นเอาจริงว่าจะแบกชายผู้นี้ให้ได้  ติงหยี่จึงได้แต่ประคองชายที่หมดสติแต่หลุดปากครางอย่างเจ็บปวดตลอดเวลาให้เขาขึ้นหลังพี่สาว  เขาตัวเล็กเกินไปไม่สามารถแบกชายผู้นี้ได้

เหมยซิงรวบรวมกำลัง ดีที่ตั้งแต่นางฟื้นมาก็ฝึกฝนออกกำลังกายอยู่เสมอ ร่างกายเริ่มมีเรี่ยวแรงกว่าวันแรกๆ ที่ฟื้นมามากนัก  นางลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากแต่เมื่อทรงตัวได้ก็ออกก้าวเดิน เคยคิดว่าตัวเองผอมบางมากแล้ว ชายผู้นี้ผอมกว่านักน้ำหนักไม่มากเท่าที่คิด  ใบหน้าของเขาพาดข้ามไหล่ลงมา ลมหายใจร้อนระอุดุจคนป่วยไข้ ส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวด

            “อดทนหน่อยนะ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไป”   เหมยซิงกระซิบบอก ราวกับน้ำเสียงของนางเข้าไปสู่อีกฝ่าย เสียงครางเงียบลงไปเหลือเพียงลมหายใจที่ยังสม่ำเสมออยู่

            “รีบเดินเร็ว”

            “อืม”

            ติงหยี่ได้แต่พยักหน้ารับไม่คิดว่าพี่สาวจะมีแรงแบกผู้ชายขึ้นหลังได้อย่างนี้  แม้เห็นชัดๆว่าพี่สาวยังคงเป็นเหมยซิงคนเดิมที่คอยดูแลเขาเขาและน้องๆมาตลอด  แต่ต้องยอมรับว่าหลังจากที่พี่สาวกลับจากป่าช้าก็เปลี่ยนไป

            แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เขารู้สึกดียิ่งนัก.


****************************************
"ลิขิตรัก จอมใจพยัคฆ์" นิยายจีนย้อนยุคผลงานเล่มล่าสุดที่ติดอันดับหนังสือขายดีอย่างรวดเร็วของ “เพลงมีนา” งานเขียนชุดนี้เป็นงานเบาๆ สบายๆ ให้อ่านกันเพลินๆ รับอากาศร้อนของบ้านเรา
ในราคาพิเศษเพียง 89 บาทเท่านั้น
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ



อีกหนึ่งนิยายแนวจีนย้อนยุคของ "เพลงมีนา" ที่อยากจะแนะนำคือเรื่อง
"ท่อนแขนมังกร" ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ติดอันดับหนังสือขายดีอย่างรวดเร็วจนมีเสียงเรียกร้องให้ทำเป็นหนังสือเล่ม
ซึ่งก็มียอดจองพอประมาณและสามารถขายหมดอย่างรวดเร็ว
วันนี้เราลดราคาให้โหลดอ่านในราคา 199 บาท (มีจำนวน 699 หน้า)
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ

อีกหนึ่งผลงานที่อยากแนะนำของ "เพลงมีนา" คือ
"บุปผาต้องมนตร์" เป็นนิยายภาคต่อของ "บุปผาร่ายรัก" ซึ่งเรื่องนี้ได้การันตีความแรง 5 วันกับยอด 110 โหลด จนติดอันดับหนังสือขายดีอีกหนึ่งเล่ม หากต้องการอ่านเล่มนี้ควรที่จะอ่านภาค 1 ก่อน (บุปผาร่ายรัก) ถึงจะรู้เนื้อเรื่องที่ผ่านมา
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ


เชิญพบกับนิยายจีนย้อนยุค "บุปผาร่ายรัก" ภาคแรกของเรื่อง "บุปผาต้องมนต์" ซึ่งเล่มแรกนี้ก็การันตีความแรงติดอันดับหนังสือขายดีเพียงลงขายไม่กี่สัปดาห์
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ

เชิญติดตามนิยายของ "เพลงมีนา" และของ "ผิงดาวสำนักพิมพ์"


ในรูปแบบ E-Books ได้ตามรายชื่อด้านล่างนี้
ประเภทนิยายจีนย้อนยุค

บุปผาร่ายรัก (นิยายจีนย้อนยุค) 18+

บุปผาต้องมนตร์ (ภาคต่อบุปผาร่ายรัก)

ท่อนแขนมังกร
ลิขิตรัก จอมใจพยัคฆ์
ประเภทนิยายซีรีย์

บ่วงรักเทพบุตรมาเฟีย (ชุดดวงใจมาเฟีย 18+)

เล่ห์วิวาห์เจ้าชายมาเฟีย (ชุดดวงใจมาเฟีย18+)
กับดักรักสุภาพบุรุษมาเฟีย (ชุดดวงใจมาเฟีย18+)
ปรารถนาแห่งฟาโรห์ (ชุดบัลลังก์ไอยคุปต์18+)
ไฟรักบัลลังก์ฟาโรห์ (ชุดบัลลังก์ไอยคุปต์18+)
ทาสรักลำน้ำไนล์ (ชุดบัลลังก์ไอยคุปต์18+)
ลิขิตรักในเพลิงทราย (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)
เล่ห์รักจรัสทราย (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)
เม็ดทรายใต้เรียวรุ้ง (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)
มนต์ทรายเสน่หา (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)

ประเภทนิยายทั่วไป 18+

เล่าเรื่องลับฉบับรักร้อน 18+

แผนลวงบ่วงเสน่หา 18+
ทรายพราวแสง 18+
หนี้รัก จอมพยศ 18+
เรือนกระดังงา 20+
สาปรักรัตติกาล 18+
กลลวงรักเจ้าชายเถื่อน 18+
ร้ายรักกลซาตาน 18+
ให้กำลังใจนักเขียนโปรดโหลดอ่านผลงานเล่มอื่นๆ ในรูปแบบ E-Books ได้นะครับ และขอเชิญติดตามผลงานของ เราได้ที่แฟนเพจสำนักพิมพ์ "ธารจันทร์สำนักพิมพ์" หรือ "ผิงดาวสำนักพิมพ์" หรือแฟนเพจของ "เพลงมีนา" ขอบคุณครับ.


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha