วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

โดย: เพลงมีนา



ตอนที่ 4 : คนอะไรชื่ออืออา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 3.

คนอะไรชื่ออืออา

          ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง ปลุกให้คนที่หมดสติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ประสาทหูได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันอยู่ไม่ไกลนัก  กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยคลุ้งในอากาศ  ดวงที่ปิดสนิทมาหลายวันก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น  สิ่งแรกที่เขาเห็นดวงตากลมของเด็กหญิงตัวเล็กที่โน้มหน้าจ้องมองคนที่นอนอยู่ 

            “พี่สาว! 

            เสียงแหลมเล็กของเด็กน้อยดังขึ้นจนคนนอนต้องหลับตาไปอีกครั้ง  รู้สึกเหมือนคนวิ่งออกไป และครู่ต่อมาเสียงหวานใสดังขึ้นแทนที่

            “เหมยลี่ อย่าเสียดัง แล้วก็อย่าวิ่งด้วย ท่านพ่อยังนอนอยู่”

            “แต่คนผู้นี้ลืมตาแล้ว” 

            “ลืมตาแล้ว?”

            คนที่นอนอยู่ในห้องพยายามอีกคราในการลืมตาขึ้น  คราวนี้สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวมีเหงื่อเกาะพราว ดวงตาดำดุจนิลกระจ่างสุกใสจ้องมอง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้างเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนเห็นสบายตายิ่ง

            “ฟื้นแล้วรึ”

            ฟื้น

            ซุนเว่ยหมิน ทบทวนสิ่งที่ได้ยิน ที่นี่ที่ใดกัน  เขาขยับปากจะส่งเสียงถาม แต่กลับมีเสียงครางครือในลำคอ  เขาพยายามขยับตัวแต่ทำไม่ได้  สิ่งที่ทำได้คือเบิกตากว้างและกลอกตาไปมามองสิ่งที่อยู่รอบข้างกาย

            เกิดอะไรขึ้น ไฉนจึงขยับตัวไม่ได้เช่นนี้ 

ชายหนุ่มถามตัวเองกลอกตาลงมองท่อนแขน คล้ายบังคับให้มันขยับ แต่กลับทำไม่ได้ รู้สึกเพียงมีแค่ปลายนิ้วกระดิกอย่างยากลำบาก จนเหงื่อไหล่ท่วมใบหน้า

            เหมยซิงเห็นใบหน้าที่มีเหงื่อผุดขึ้นมา ซ้ำดวงตายังดูเคร่งเครียดผสานความตกใจ นางใช้ปลายแขนเสื้อซับเหงื่อให้เขาก่อนมองตามสายตาคู่นั่นที่มองแขนของตน เห็นเพียงปลายนิ้วที่กระดิกขึ้นลงเหมือนเคาะพื้นอยู่  นางจึงเลื่อนมือจากใบหน้าของเขาไปจับที่แขนแทน

            “ขยับได้หรือไม่”  เสียงหวานถามอย่างกังวล  แต่กลับได้ยินเพียงเสียงครางครือในคอ นางก็หันไปสบตากับเขาแล้วขมวดคิ้วยุ่ง

            หรือบาดเจ็บจนเป็นอัมพาตไปนะ  

เหมยซิงถามตัวแล้วพิจารณาจากท่าทางของเขา  นางลองยกแขนของเขาขึ้นและปล่อยลง ท่อนแขนทิ้งตัวลงราวกับกิ่งไม้ร่วง  นางสบตากับดวงตาที่มีแววตื่นตระหนกคู่นั้นแล้วหันไปบอกน้องๆ ที่รุมล้อมอยู่ให้ถอยห่างออกไปข้างนอกก่อน  เมื่อในห้องโกโรโกโสไม่มีใครแล้ว นางจึงสูดลมหายใจลึกแล้วส่งยิ้มให้กำลังใจเขา

            “ที่นี่ไม่ผู้อื่นแล้ว เจ้าตั้งใจฟังข้าดีๆ นะ”  นางชี้นิ้วที่หน้าตัวเองประกอบคำพูด “เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่ ถ้าเข้าใจสิ่งที่หรือได้ยิน เจ้าพยักหน้าหนึ่งครั้งนะ”

            แม้คำพูดของนางจะฟังขัดหู แต่ซุนเว่ยหมินจำเป็นต้องทำตาม เขาฝืนพยักหน้าได้หนึ่งครั้งก็เหงื่อซึมออกมาอีกระลอก

            “ดี” นางพยักหน้ารับ  “คราวนี้ลองเปล่งเสียงซิ อา....”

            “....อ..อา...”

            “ดี”  นางยิ้มให้เขาเป็นของรางวัล “ข้าชื่อเหมยซิง เจ้าลองพูดชื่อตัวเองซิ”

            “....อือ...อา...”

            คนอะไรชื่ออืออา

นางขมวดคิ้วแต่ส่งยิ้มให้ แต่เห็นเขาพยายามเปล่งเสียงหลายครั้งก็ยังเป็นเสียงอือๆ อาๆ อยู่ นางเลยเดาว่าเขาพูดได้แค่นี้ คงมิใช่ชื่อจริงของเขาหรอก

            “เอาเถอะ เจ้าเพิ่งฟื้นค่อยๆ สภาพร่างกายอาจจะยังปรับตัวไม่ได้” นางไม่อยากให้คนป่วยต้องวิตกกังวลจนเกินไปนัก “หิวน้ำหรือไม่ เจ้าหลับไปสามวันสามคืนเชียว ตื่นมาคงจะหิวแล้วซินะ”

            ได้ยินคำว่าหิว ร่างกายก็เหมือนจะส่งสัญญาณออกไปว่าหิว ซุนเว่ยหมินที่ไม่เคยรู้จักคำว่าอดยากเวลานี้ต้องการทั้งน้ำ อาหาร และคนปรนนิบัติรับใช้อย่างยิ่ง

            “คงจะหิวจริงๆ ดียิ่งนัก”  แสดงว่าร่างกายกำลังปรับฟื้นตัวเอง  เหมยซิงพึมพำบอกตัวเองแล้วประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกขึ้นจากที่นอนเก่าๆ  จะให้เขานั่งแต่หลังงองุ้มเหมือนคนไม่มีแรงจะทรงตัวให้หลังตั้งตรงได้  เหมยซิงเห็นเขานั่งได้โดยไม่ล้มแล้วจึงเอี้ยวตัวไปรินน้ำแล้วจ่อที่ปากของเขา  แต่มือสองข้างไม่สามารถยกขึ้นรับถ้วยน้ำได้ มันทิ้งลงข้างตัวอย่างสงบนิ่ง มีเพียงแววตาของเขาที่แสดงความรู้สึกผิดออกมา

            “ไม่เป็นไร ข้าจะป้อนให้ เจ้าค่อยๆ ดื่ม ใช่...แบบนี้แหละ ช้าๆ นะ”

            นางประคองถ้วยน้ำให้เขาได้ดื่มที่ละนิด  เพราะความกระหายทำให้อีกฝ่ายสำลัก แต่นางไม่สนใจว่าเขาจะสำลักน้ำลายเปื้อนเปรอะตัวนาง

            “บ้านของข้าอยู่ตีนเขา ห่างไกลจากหมู่บ้านสักหน่อย  ในบ้านของเรามีพ่อบุญธรรมกับน้องชายสามคนและน้องสาวคนเล็กชื่อเหมยลี่ เจ้าพบนางแล้ว” 

            นางพูดพลางรินน้ำอีกชามแล้วค่อยๆ ป้อนให้เขาอย่างใจเย็น อาศัยว่าตัวเองเคยทำงานพิเศษดูแลผู้ป่วยติดเตียงเมื่อโลกโน้น นางจึงไม่รู้สึกรังเกียจสิ่งที่เขาทำ เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจและยังดูเศร้าหมองที่ตนเองไม่อาจทำอะไรได้

เหมยซิงยิ้มให้ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา นางนึกถึงเมื่อครั้งที่ยังเป็น พันดาวเพราะความจนและแม่ไม่ได้ส่งเสียค่าเลี้ยงดูให้  นางจึงทำงานพิเศษสารพัด  เพื่อนบ้านมีคุณตาที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ลูกหลานคอยดูแลจ้างพยาบาลประจำ แต่อย่างไรไม่รู้ ลูกหลานดูแลกันเอง ตอนนั้นนางอยู่ใกล้ๆ รั้วบ้านติดกัน แรกๆ ก็แค่ถูกเพื่อนบ้านไหว้วานซื้อของใช้เล็กๆน้อยๆ จนบ่อยๆเข้าก็ให้นางมาช่วยดูแลเป็นบางช่วงเวลาที่คนในบ้านออกไปธุระนอกบ้าน  นางจึงได้เรียนรู้การดูแลผู้ป่วยติดเตียงไปด้วย แม้จะไม่ได้เรียนกับทางโรงเรียนโดยตรงแต่ก็ได้เรียนกับผู้ชำนาญที่ทำให้นางดูแลคนเจ็บป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้

            หญิงสาวเผลอยิ้มคนเดียว การเป็นคนจนนี่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก ความจนและการถูกมารดาทอดทิ้ง เป็นสิ่งผลักดันให้นางไปข้างหน้า นางทำงานแทบทุกอย่างที่ทำได้ ขอเป็นเพียงงานที่สุจริตไม่ผิดศีลธรรม และไม่กระทบเวลาเรียน นอกจากงานสตั๊นท์เกิร์ลแล้ว งานเกมโชว์หน้ากล้องหลายรายการนางก็ทำมาแล้ว 

            ซุนเว่ยหมินลอบสังเกตหญิงสาวตรงหน้า รูปร่างนางผอมบางยิ่งนัก นางรวบผมขึ้นง่ายๆ มีเพียงปิ่นไม้ธรรมดาปักเส้นผมสีดำของนาง เสื้อผ้าก็แสนเก่าเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่นางกลับยิ้มได้อย่างสดใส นางผละจากเขาไปครู่หนึ่งกลับมาพร้อมผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าให้เขา เพราะเมื่อครู่รีบดื่มน้ำเร็วเกินไปจนสำลัก นางจึงจำเป็นต้องเช็ดลำคอและหน้าอกให้  เมื่อดวงตาที่เป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวได้ก้มมองไปตามมือเรียวที่เคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายเขา  ชายหนุ่มถึงกับตัวเกร็งไปทันที

            “เป็นอะไรไป เจ็บรึ”  นางเอ่ยถามเมื่อรู้สึกได้ทันทีว่าเขาตัวเกร็งขึ้นมา “ไม่เป็นไรนะ ข้าจะทำเบาๆ”

            เขาไม่รู้สึกเจ็บ แต่ที่ตระหนกตกใจเพราะเมื่อมองร่างกายส่วนที่นางเลื่อนเสื้อเนื้อหยาบออก  ผิวกายของเขาควรไม่ขาวซีดเช่นนี้ ซ้ำยังมีปานอยู่ใต้ราวนมด้านซ้ายอีก

            นี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา ร่างของเขาต้องกำยำแข็งแกร่งไม่ใช่ผอมบางเช่นนี้!’

            ซุนเว่ยหมินอยากได้กระจกเหลือเกิน เขาอยากเห็นนักว่าใบหน้านี้จะใช่ใบหน้าของ ซุนเว่ยหมิน หรือไม่  มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาแน่ๆ  เขาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้.... ก่อนหน้านี้กี่วันกัน เขาไม่อาจจดจำได้แม่นยำนัก  ถ้าไม่นับรวมวันที่มหมดสติไปนั้น เขาเดินทางมาที่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาถือราชโองการออกตรวจเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ  นานครบปีจึงได้เวลาเดินทางกลับ  ไม่คิดว่าการเดินทางที่ปลอดภัยมาตลอดนั้น จะมาถูกคนลอบสังหารเอาช่วงการเดินทางกลับนี่เอง 

            หากมิใช่เพราะถูกลอบใช้ยาพิษ ทำเอาไร้เรี่ยวแรงต่อสู้  ชายชุดดำแค่ยี่สิบสามสิบคนนั้นไม่คณามือของคนอย่างซุยเว่ยหมินเป็นแน่    สุดท้ายที่จำได้คือเสียงระเบิดดังสนั่น หินก้อนใหญ่กลิ้งลงมาจากเขากระทบร่างของเขาตามมาด้วยความเจ็บปวดยากจะบรรยาย 

            แต่เหตุใดเมื่อลืมตาอีกครั้ง เขากลับมาอยู่ในร่างของชายผอมบางผิวขาวซีดดุจคนป่วยใกล้ตายเช่นนี้ ซ้ำยังไม่อาจขยับตัวได้อีก ได้แต่ส่งเสียงครางอืออาในลำคอเท่านั้น!

            เหมยซิงเห็นท่าทางตื่นตระหนกของอีกฝ่ายแล้วก็สงสารจับใจ  นึกถึงตัวเองตอนที่ตื่นฟื้นมาอยู่ในร่างเด็กสาวอายุสิบหก  นางไม่รู้ว่าคนรอบข้างเป็นใครและอยู่ที่ใด  ยังโชคดีที่พ่อบุญธรรมกับน้องๆ เป็นคนจิตใจดี แม้นางเปลี่ยนไป จำอะไรไม่ได้ ก็มิได้รังเกียจ  แต่คนผู้นี้ขยับตัวไม่ได้ พูดจาสื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง ช่างน่าเวทนากว่านางยิ่งนัก

            “ฟื้นแล้วรึ”    ติงเชาเดินเข้ามาด้วยการพยุงของเด็กๆ  สองสามวันมานี้อาการดีขึ้นจึงพอลุกขึ้นเดินเหินได้บ้าง แต่ก็ยังต้องมีคนช่วยประคอง ทว่าก็ยังดีกว่านอนนิ่งๆ อยู่บนที่นอนเช่นที่ผ่านมา 

            “ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”  นางรีบพูดขึ้นแล้วประคองให้เขาเอนหลังผิงผนังห้อง เพราะสภาพเหมือนผักเช่นเขาให้นั่งตัวตรงยังยากลำบาก

            ติงเชากวาดตามองชายร่างผอมที่ลูกสาวแบกกลับมาเมื่อสามวันก่อนแล้วพยักหน้ารับ  ใบหน้าดุดันแม้มุมปากจะยกยิ้มแต่ก็เหมือนไม่ได้ยิ้ม  เขาไม่พูดอะไร แต่จากสภาพของชายแปลกหน้าที่นอนหมดสติมาหลายวันก็ทำให้เขาพอเข้าใจ และเกรงว่าสภาพนี้ถ้าเขาพูดอะไรมากไปก็จะทำให้คนป่วยลำบากใจเสียเปล่า

            “บ้านนี้อยู่กันง่ายๆ เจ้าพักผ่อนให้แข็งแรงดีก่อน เรื่องอื่นอย่าเพิ่งคิดมากไปเลย”  ติงเชาพูดขึ้นแล้วหันไปพูดกับเด็กๆ รอบตัว “อย่าได้รบกวนคุณชายท่านนี้ ถือเสียว่าเขาเป็นแขกของพ่อก็แล้วกัน”

            “ขอรับท่านพ่อ”   ติงหยี่  ติงเกา  ติงปิง พูดขึ้นพร้อมกัน แต่เพราะเป็นเด็กก็อดมองแบบอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายใบหน้าเหยเกดูน่ากลัว พวกเขากลับสงสารเห็นใจ  ส่วนเด็กน้อยเหมยลี่หลบอยู่ด้านหลังพ่อบุญธรรม

            “ข้าขอดูแลเขาสักครู่แล้วจะออกไปแบกฟืนมาเก็บไว้ให้นะ” เหมยซิงเอ่ยขึ้น เห็นพ่อบุญธรรมพยักหน้าแล้วก็หันมาทางคนที่มีสภาพเป็นผัก

“หิวหรือไม่”   นางได้คำตอบเป็นการพยักหน้าช้าๆ ยังดีที่สามารถสื่อสารกันได้บ้าง “รอสักประเดี๋ยว ข้าเพิ่งทำโจ๊กเสร็จ จะยกมาให้”

ซุนเว่ยหมินมองเด็กสาวลุกขึ้นแล้วเดินเร็วๆ ออกไป ไม่นานนักนางก็กลับเข้ามาพร้อมชามบิ่นๆ บรรจุโจ๊กเปล่าแต่ส่งกลิ่นหอมยื่นมาตรงหน้า

“บ้านข้าจน  มีให้เจ้าได้แค่โจ๊กเปล่าชามนี้ แต่กินเสียหน่อยให้ร่างกายได้รับอาหารบ้าง”

นางใช้ช้อนตักโจ๊กแล้วเป่าไล่ไอร้อนจนมั่นใจว่าไม่ร้อนเกินไปแล้วจึงจ่อที่ปากของเขา  แม้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ แต่นางก็ใจเย็นพอที่จะป้อนโจ๊กที่ละคำให้เขาจนหมด

มันช่างเป็นโจ๊กที่ไร้รสชาติเสียเหลือเกิน เรียกว่าอาหารขั้นเลวที่

สุดที่เขาเคยกินมา แต่ยามนี้เนื้อข้าวลงสู่กะเพาะทำให้รู้สึกอุ่นสบายท้องยิ่งนัก

            “นั่นน้องชายของข้า ติงหยี่ ติงเกา ติงปิง”  เหมยซิงชวนคุยและรู้สึกดีที่เขากินได้ค่อนข้างมาก “พวกเราเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อติงเชารับมาเลี้ยงเมื่อสิ้นสุดสงคราม บ้านนี้ก็ไม่ใช่ของพวกเราหรอก  เจ้าของบ้านอพยพไปตั้งแต่มีสงครามครั้งนั้นแล้ว  อ้อ!แต่พวกเราไม่ใช่ขโมยนะ ถ้าเจ้าของมาทวง เราค่อยย้ายออกไป”

            ซุนเว่ยหมินจ้องมองเด็กสาวที่พูดปนหัวเราะเสียงใด ราวกับชะตากรรมของตัวเองเป็นเรื่องตลกขบขัน  นางป้อนโจ๊กหมดก็ตามด้วยน้ำและเช็ดมุมปากให้เรียบร้อยแล้วประคองเขาลงนอน

            “เจ้าเพิ่งฟื้นก็อย่าเพิ่งคิดมากไป พักอีกสักหน่อย ถ้าอยากให้ติดต่อคนที่บ้านอย่างไรค่อยว่ากัน”  นางส่งยิ้มให้  “ข้าจะให้เหม่ยลี่มานั่งอยู่ใกล้ๆ หากต้องการอะไรส่งสายตาบอกนาง นางจะวิ่งไปเรียกข้าเอง ข้าอยู่หน้าบ้าน ต้องหอบฟืนมาเก็บในครัวเสียก่อน”

            ซุนเว่ยหมินมองตามร่างของเด็กสาวที่เดินหายออกไปแล้วถอนหายใจเบาๆ ครู่ต่อมาเด็กหญิงตัวน้อยก็มานั่งจ้องหน้าเขาด้วยดวงอยากรู้อยากเห็น

เขาได้แต่ร้องโอดครวญในอก มันเกิดอะไรกับชีวิตจวิ้นอ๋องอย่างเขากันแน่.

****************************************
"ลิขิตรัก จอมใจพยัคฆ์" นิยายจีนย้อนยุคผลงานเล่มล่าสุดที่ติดอันดับหนังสือขายดีอย่างรวดเร็วของ “เพลงมีนา” งานเขียนชุดนี้เป็นงานเบาๆ สบายๆ ให้อ่านกันเพลินๆ รับอากาศร้อนของบ้านเรา
ในราคาพิเศษเพียง 89 บาทเท่านั้น
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ



อีกหนึ่งนิยายแนวจีนย้อนยุคของ "เพลงมีนา" ที่อยากจะแนะนำคือเรื่อง
"ท่อนแขนมังกร" ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ติดอันดับหนังสือขายดีอย่างรวดเร็วจนมีเสียงเรียกร้องให้ทำเป็นหนังสือเล่ม
ซึ่งก็มียอดจองพอประมาณและสามารถขายหมดอย่างรวดเร็ว
วันนี้เราลดราคาให้โหลดอ่านในราคา 199 บาท (มีจำนวน 699 หน้า)
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ

อีกหนึ่งผลงานที่อยากแนะนำของ "เพลงมีนา" คือ
"บุปผาต้องมนตร์" เป็นนิยายภาคต่อของ "บุปผาร่ายรัก" ซึ่งเรื่องนี้ได้การันตีความแรง 5 วันกับยอด 110 โหลด จนติดอันดับหนังสือขายดีอีกหนึ่งเล่ม หากต้องการอ่านเล่มนี้ควรที่จะอ่านภาค 1 ก่อน (บุปผาร่ายรัก) ถึงจะรู้เนื้อเรื่องที่ผ่านมา
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ


เชิญพบกับนิยายจีนย้อนยุค "บุปผาร่ายรัก" ภาคแรกของเรื่อง "บุปผาต้องมนต์" ซึ่งเล่มแรกนี้ก็การันตีความแรงติดอันดับหนังสือขายดีเพียงลงขายไม่กี่สัปดาห์
สนใจอ่านคลิ๊กได้เลยครับ

เชิญติดตามนิยายของ "เพลงมีนา" และของ "ผิงดาวสำนักพิมพ์"


ในรูปแบบ E-Books ได้ตามรายชื่อด้านล่างนี้
ประเภทนิยายจีนย้อนยุค

บุปผาร่ายรัก (นิยายจีนย้อนยุค) 18+

บุปผาต้องมนตร์ (ภาคต่อบุปผาร่ายรัก)

ท่อนแขนมังกร
ลิขิตรัก จอมใจพยัคฆ์
ประเภทนิยายซีรีย์

บ่วงรักเทพบุตรมาเฟีย (ชุดดวงใจมาเฟีย 18+)

เล่ห์วิวาห์เจ้าชายมาเฟีย (ชุดดวงใจมาเฟีย18+)
กับดักรักสุภาพบุรุษมาเฟีย (ชุดดวงใจมาเฟีย18+)
ปรารถนาแห่งฟาโรห์ (ชุดบัลลังก์ไอยคุปต์18+)
ไฟรักบัลลังก์ฟาโรห์ (ชุดบัลลังก์ไอยคุปต์18+)
ทาสรักลำน้ำไนล์ (ชุดบัลลังก์ไอยคุปต์18+)
ลิขิตรักในเพลิงทราย (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)
เล่ห์รักจรัสทราย (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)
เม็ดทรายใต้เรียวรุ้ง (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)
มนต์ทรายเสน่หา (ชุดเล่ห์รักในรอยทราย18+)

ประเภทนิยายทั่วไป 18+

เล่าเรื่องลับฉบับรักร้อน 18+

แผนลวงบ่วงเสน่หา 18+
ทรายพราวแสง 18+
หนี้รัก จอมพยศ 18+
เรือนกระดังงา 20+
สาปรักรัตติกาล 18+
กลลวงรักเจ้าชายเถื่อน 18+
ร้ายรักกลซาตาน 18+
ให้กำลังใจนักเขียนโปรดโหลดอ่านผลงานเล่มอื่นๆ ในรูปแบบ E-Books ได้นะครับ และขอเชิญติดตามผลงานของ เราได้ที่แฟนเพจสำนักพิมพ์ "ธารจันทร์สำนักพิมพ์" หรือ "ผิงดาวสำนักพิมพ์" หรือแฟนเพจของ "เพลงมีนา" ขอบคุณครับ.



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha