วังวนอสูร ซีรี่ส์อสูรร้าย

โดย: รมย์ธีรา



ตอนที่ 10 : ความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



            



คันธารัตน์รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเขาพลิกตัวเขากอดก่ายคนที่คิดว่ายังนอนอยู่ข้างๆ แต่ดูเหมือนมันจะว่างเปล่าลืมตาขึ้นมามองสิ่งที่เห็นคือรอยยับบนเตียงที่ดูเหมือนเจ้าของจะลุกไปได้สักพัก เคนก็ขยับกายลุกขึ้นบิดกายด้วยความเมื่อยล้าแล้วมองไปรอบๆ

“หายไปไหน” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองไม่อยากจะเชื่อว่าน้องสาวที่รักจะหายไปหลังจากเกิดเรื่องแบบนั้น ทั้งที่ความจริงตามปกติของผู้หญิงน่าจะฝ่ายปวดร้าวเกินกว่าจะลุกขึ้นได้ เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองคราบที่ยังหลงเหลือเอาไว้บนผ้าสีขาวมันดูเด่นจนทำให้เขายิ่งรู้สึกผิด

หลังจากอาบน้ำเขายังคงนั่งมองดูรอยเปื้อนบนที่นอนซึ่งทุกครั้งที่เหลียว

มองไปความรู้สึกผิดจะก่อตัวขึ้นมาจนทำให้เขาถึงกับไม่กล้าลงไปกินอาหารด้านล่างไม่กล้าสบสายตาผู้คนรสินทราความรับผิดชอบที่หนักอึ้งหากเขาไม่มีความสัมพันธ์กับเธอก่อนและจัดการทุกอย่างตามประเพณีให้ถูกต้อง เขาคงไม่ต้องมานั่งกุมขมับแบบนี้จะกล้าสู้หน้าเหล่าพ่อแม่ได้อย่างไรกัน

// ปัง // แล้วเสียงปิดประตูห้องพักก็ทำให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์เงยหน้ามองดูร่างงามนำหน้ามากับพนักงานที่กำลังเข็นรถเสิร์ฟอาหารมาให้เขา ในสถานการณ์แบบนี้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกอึดอัดใจวางสีหน้าไม่ถูกเพราะไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าสายตาของพนักงานแอบลอบมองแล้วยิ้มๆยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนไม่ให้เกียรติเธอเลย

“พี่เคน ตื่นแล้วเหรอ แอลให้เด็กเอาอาหารมาให้คะ” ขณะที่หญิงสาวกลับเดินเข้ามาโอบกอดอย่างแสดงความเจ้าของไม่หนำซ้ำยังหอมแก้มซ้ายแก้มขวาด้วยความคิดถึงทั้งที่เพิ่งจากกันไปไม่ถึงครึ่งวัน

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้” คันธารัตน์ใบหน้าร้อนผ่าวไม่ใช่เพราะร้อนรุ่มแต่เพราะกำลังเขินอายกับพนักงานที่ยังแอบมองก่อนเดินออกไปจากห้องพัก

“ไม่ได้หรอกค่ะ” แอลไม่สนใจสิ่งใดเดินควงแขนพี่ชายที่รักยิ่งมานั่งที่เก้าอี้

จัดแจงเสิร์ฟอาหารให้กับเขาด้วยมือของเธอเองตักข้าวต้มร้อนๆใส่ถ้วยสวย

เขาจะรู้ไหมนะเมื่อครู่เธอเข้าครัวไปทำให้กับมือเลย หล่อนแอบคิดอยู่ในใจด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม

เคนตักข้าวต้มแล้วเป่าเบาๆได้กลิ่นหอมกรุ่นชวนกินแล้วมองหน้าคนนั่งตรงข้ามก่อนจะเอาเข้าปากพอจะรู้ได้ว่าเธอคงจะคนทำไม่งั้นไม่นั่งเฝ้าดูเขาทานด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มแบบนี้จึงหาเรื่องชวนคุยเพื่อตัวเองจะไม่ได้ค่อยรู้สึกเขินเธอ

“แล้วนี่ออกไปไหนมา”

“อย่าพูดถึงเลยคะ พูดแล้วหงุดหงิด” เมื่อเรื่องที่ชายหนุ่มชวนคุยกลับเรื่องชวนให้หญิงสาวหัวเสียเธอก็โบกมือไม่อยากจะพูดถึงพร้อมชักสีหน้าใส่อารมณ์กับเขาคนยังไม่รู้เรื่องอะไร

“หัวเสียอะไรมา” ชายหนุ่มขมวดคิ้วหน้าเครียดเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นหรืออย่างไรระหว่างที่เขายังไม่ตื่นหรือจะเรื่องที่เขาทำกับเธอเมื่อคืนแล้วเธอไม่สบอารมณ์ก็ไม่น่าไปได้

“ก็ลุคสิคะ ไม่รู้บ้าอะไรอยู่ๆก็หนีไปทิ้งการประชุม” หล่อนถอนหายใจส่ายหน้าพูดจาใส่อารมณ์เมื่อกล่าวถึงลูคัสผู้หายไป

“ลุคเนี่ยเหรอ” คันธารัตน์ถึงกับวางช้อนไม่อยากจะเชื่อหูคนอย่างลูคัสเนี่ยเหรอจะหนีหายทิ้งงานสำคัญไปโดยไม่บอกไม่กล่าวใคร

“ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่คิดเลยว่าจะคนแบบนี้” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้นเมื่อตอนสายที่เธอต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังความอยู่ในความฝันเหมือนตกนรกชัดๆ ที่ต้องมาเจอเหล่าผู้ร่วมประชุมโวยวายถึงบุคคลที่หายไป ที่สำคัญเมื่อไรแม้แต่เธอก็ยังไม่รู้

“แล้วนี่ทำไง” ด้วยเพราะพื้นฐานเคนคนมีความรับผิดชอบเรื่องงานจึงค่อยข้างจะจริงจังเอ่ยถามด้วยความห่วงใยจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างเมื่อลูคัสหายไปแบบนี้

“จะทำไงละแอลก็ต้องรับหน้าบอกไปว่าลุคไม่สบายหนักส่งตัวเข้าโรงพยาบาล” แอลยังคงชักสีหน้าต่อไปเหมือนยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดที่ถูกต่อว่าทั้งๆ ที่วันดีขนาดนี้

“ดีแล้ว” เคนพยักหน้าทำเสียงหนักๆดีใจที่น้องสาวรู้จักใช้คำพูดให้ดูไม่เสียหายเพราะยังไงก็บริษัทของคนสนิทสนมคุ้นเคยอย่างดี

“ดีกะผีอะไร แอลโดนด่าชุดใหญ่เลย” รสินทราไม่คุมอารมณ์ตัวเองทำหน้า

เง้างอนใส่คนที่เพิ่งรู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้องยังกับเขามีส่วนผิด

พี่ชายเข้าใจในอารมณ์ถูกต่อว่าทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตนใครก็คงอารมณ์เสียธรรมดาจึงไม่เอ่ยต่อว่าเพราะสิ่งที่เธอทำลงไปก็ถือว่าดีสำหรับลุคมากพออยู่แล้ว

“เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องของแอลดันต้องมาโดนด่า” ร่างบางยังคงบ่นพึมพำทำหน้างอนนั่งเท้าคางสายตาค้อนกับตัวเองจนเคนเห็นแล้วรู้สึกปวดตาแทน

“แล้วนี่ทำไงต่อเรื่องการประชุม” คันธารัตน์ยังไม่หมดห่วงยังคงถามถึงเรื่องงานที่สำคัญอยู่ว่าเธอจะแก้ไขแทนลูคัสอย่างไร

“แอลให้พ่อแม่ลุควีดีโอคอลเข้ามาประชุมแทนแล้วคะ” แอลพูดเหมือนอ่อนใจจนปัญหาที่จะหาทางออกที่ดีกว่านี้ทดแทน

“แล้วบอกพวกเขาไปว่าไงล่ะ” ทางออกที่คนทำงานอย่างเขาพยักหน้าเห็นด้วยแต่ก็อดไม่ได้ที่จะห่วงถามว่าน้องสาวไปบอกอะไรกับทางผู้ใหญ่บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้

“ก็ป่วย” หญิงสาวตอบไปสั้นๆเหมือนไม่พอใจกับคำแก้ต่างนี้เพราะใจจริงแล้วเธออยากจะบอกความจริงว่าลุคทิ้งงานเอาไว้ให้เธอแก้ไขตะหาก

“ดีแล้วเพราะ...” ทั้งที่พี่ชายตั้งใจจะเอ่ยปากชมวิธีหาทางออกเพราะ

น้องสาวแยกแยะระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

“ไว้จบงานก่อนค่อยบอกความจริง” แต่ยังไม่ทันจะพูดต่อความจริงในใจของเธอก็เปิดเผยออกมาในทันทีว่าคิดจะทำอะไรกันแน่

“อ้าว” คำหลังของเธอทำเอาให้เขาต้องเก็บคำชมเอาไว้ในใจจนรู้สึกหนักอกเพราะสายตาเอาเรื่องของเธอที่แสดงออกมาให้เห็นอีกครั้ง

“ไม่ได้หรอกแอลต้องคิดบัญชี” หล่อนทำท่าทางหมายมั่นปั่นมือการใหญ่คงคิดในใจหากเจอหน้าคงจะด่าให้ลืมประเทศบ้านเกิดเลยทีเดียว

“อย่าซ้ำเติมเขาเลย” คันธารัตน์พยายามจะห้ามเพราะพอจะรู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในสภาวะทางอารมณ์แบบไหนแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำให้น้องชายต่างเชื้อชาติต้องตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า อกหัก

“ซ้ำเติมอะไรคะ แอลตะหากโดนซ้ำเติม” แต่ฝ่ายหญิงกลับไม่ได้คิดถึงจิตใจของฝ่ายที่ถูกทำร้ายเธอกลับมองเพียงแค่เรื่องปัจจุบันที่เกิดขึ้นไม่มองลึกลงไปถึงต้นสายปลายเหตุ

“สิ่งที่แอลทำกับเขาเขาคงเจ็บปวด” ชายหนุ่มเริ่มกินข้าวไม่ค่อยลงเมื่อต้อง

พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เพราะมันหลากหลายอารมณ์จนเขาไม่รู้จะเรียบเรียงยังไงดี

“แอลไปทำ...” ตอนแรกเหมือนแอลจะยังคิดไม่ถึงแต่เมื่อมองสายตาของพี่ชายก็พอจะสำนึกได้บ้างว่าต้นสายปลายเหตุมันคืออะไรแต่ก็ยังถูไถไม่ยอมรับความจริงว่าตนมีส่วนผิด

“เปล่าสักหน่อย”

“เปล่าได้ยังไง” ชายหนุ่มทำหน้าดุที่หญิงสาวกลับทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่ตนเองทำเอาไว้คิดเอาไว้ไม่ผิดสักวันต้อบงมีปัญหาแบบนี้ระหว่างเด็กสองคน

“ก็ลุคลวนลามแอลเอง” หล่อนมองแค่ความผิดของคนอื่นยึดถือสิ่งที่อีกฝ่ายทำเลวร้ายกับตนอย่างจงใจแต่ไม่ได้มองถึงสิ่งที่ตนทำลงไปโดยไม่รู้ตัวมาตลอดเวลา

“เพราะรักเขาถึงทำ” คันธารัตน์ถอนหายใจเรื่องความรักมันทำให้เขารู้สึกหนักอกเพราะเขาเองก็ไม่อยู่ในฐานะอะไรจะสอนสั่งเธอได้ในเมื่อไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย

“คนรักกันไม่ทำกันแบบนั้นหรอก ต้องอยากเห็นคนที่รักมีความสุขสิ”

หล่อนกล่าวอ้างปกป้องตัวเองไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้มองความจริงซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับคำพูดของตน

“พูดอะไรไม่ดูตัวเอง แอลยังทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจพี่เลยนะจะไปโทษเขาได้ยังไง” ชายหนุ่มส่ายหน้ากับวาจาที่ถูไถไปตามน้ำอดไม่ได้ที่จะเอ็ดการกระทำของหญิงสาว

ร่างบางชักสีหน้าหนักกว่าเก่า แล้วสะบัดหน้าใส่ชายหนุ่มกอดอกที่ถูกตำหนิ โดยที่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของตน

“งั้นก็ช่างลุคแล้วกันทำตัวเองนี่”

“ทำไมพูดแบบนี้ ไม่ห่วงเขาเลยนะ” เคนรู้สึกอ่อนใจ หญิงสาวอารมณ์ร้ายกาจไม่ยอมลงให้กับเหตุผลของเขาเอาแต่เหตุผลของตัวเองฝ่ายเดียว

“จะห่วงทำไมคนแบบนั้น หึ” แอลกระชากเสียงกลับยังไงซะก็ยังยึดมั่นกับการกระทำของลูคัสที่ผิดต่อตนและตัวเองถูกเสมอ

“อย่างน้อยก็น่าจะพูดดีๆกันปลอบใจกัน” พี่ชายพยายามหว่านล้อมไม่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นช่องว่าทำให้เกิดปัญหาในอนาคต

“ไม่เอาอ่ะ ไม่มีอารมณ์จะพูดด้วย ยิ่งมากองงานไว้ให้แบบนี้ยิ่งไม่มีอารมณ์

จะดีด้วยหรอก” ถึงเหตุผลของพี่ชายจะฟังขึ้นกว่าแต่รสินทราก็ยังยืนกรานคำเดิมอารมณ์พูดยังไงใจเธอก็ไม่รับฟัง

“แอลอย่าเอาแต่ใจนักสิ เวลาแอลเจ็บปวดลุคยังอยู่ข้างแอลตลอดเวลาเลย” ชายหนุ่มเริ่มหัวเสียที่น้องสาวแสนดีของเขาพูดยากเหลือเกินตอนนี้

“ก็ไม่ได้ร้องขอสักหน่อย” ยิ่งพูดก็ยิ่งวนกลับมาจุดเดิมอารมณ์เดิมๆ

“อย่าพูดคนเห็นแก่ได้อย่างนั้นสิแอล” จนทำให้เคนต้องงัดเอาคำพูดรุนแรงออกมาจากปากทั้งที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องพูดแบบนี้ออกไปกับใครแถมในสถานะแบบนี้แล้วด้วย

“พี่เคนว่าแอลเพราะเรื่องลุคเหรอคะ” เท่านั้นก็เรื่องหญิงสาวที่ตอนแรกถูไถไปเรื่อยเปื่อยเกิดฉุนเฉียวขึ้นมาในทันทีกับวาจาที่พี่ชายใช้กับตน

“พี่เปล่าว่าแค่เตือนอย่างน้อยเขาก็เพื่อนที่ดีของแอลตลอดมานะ” เคนก็ต้องทำเสียงแข็งหน้าขึงขังยืนกรานการกระทำของเธอที่แสดงออกมาว่าเช่นนั้นจริงๆ

หล่อนนิ่งและคิด คิดตามคำพูดของพี่ชายเริ่มจะเถียงไม่ขึ้นยิ่งโดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเริ่มใช้คำพูดที่แรงขึ้นกับตน

“คิดถึงสิ่งที่เขาทำเพื่อแอลมาตลอดสิ ถ้าไม่ทำเพื่อลุคก็ทำเพื่อพี่ก็ได้” เมื่อ

เห็นเธอยอมรับฟังก็อ่อนอารมณ์ลงแต่น้ำเสียงยังคงหนักแน่นเหมือนเช่นเคย

“พี่เคนไม่จำเป็นต้องร้องขอขนาดนั้นเพื่อลุคสักหน่อย” หญิงสาวส่ายหน้าพลางหันหนีเหมือนจะไม่รับฟังแต่ก็รับรู้และรู้สึกได้ตามคำพูดของอีกฝ่าย

“ลุคก็เหมือนน้องชายพี่เหมือนกัน” ตอนนี้เขาเปรียบเหมือนคนกลางระหว่างน้องทั้งสองคนแม้จะมีฐานะกับแอลมากกว่าพี่ชายไปแล้ว แต่ก็ต้องวางตัวกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้

“พี่เนี่ยห่วงไปหมดทุกคน รู้ใจน้องทุกคนทุกอย่าง ยกเว้นแอลคนเดียว” ถึงตอนนี้รสินทราทำน้อยใจที่พี่ชายที่รักยิ่งเอาแต่เข้าข้างคนที่เคยคู่แข่งหัวใจของตน

คันธารัตน์นิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ แต่ใช้สายตาของตนเองสื่อกลางแทนวาจาให้เธอรู้สึกสำนึกในการกระทำ

“ก็ได้คะ แอลจะไปพูดดีๆก็ได้ ตามคำสั่งของพี่เคน แต่ตอนนี้เลิกพูดถึงเรื่องลุคได้รึยังคะ แอลเบื่อแล้วเจอมาทั้งวัน” จนสุดท้ายหล่อนก็ต้องยอมรับว่าเขาถูกและเธอผิด

“แอล...” เคนยังคงใช้เสียงหนักสายตาดุๆเหมือนเช่นเคยที่เธอยังบ่นเหมือนเด็กน้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“พูดถึงเรื่องของเราดีกว่า” หญิงสาวรีบเปลี่ยนอารมณ์ที่ขุ่นข้องในทันทีนั่งลงทำตาหวานใส่อีกฝ่ายอมยิ้มจนแก้มป่องด้วยความสุขใจ

“เรื่องของเรา...” ใบหน้าของเธอทำเอาชายหนุ่มเขินอายหญิงสาวเปิดเผยเกินกว่าเขาจะตั้งตัวทัน แต่สุดท้ายก็ต้องรวบรวมความกล้าที่จะพูดคุยกับเธอในเรื่องนี้

“แอลคือพี่...”

“แอลรักพี่เคนจัง พี่เคนรักแอลไหม” หล่อนขยับเก้าอี้มานั่งข้างการชายหนุ่มกอดเกี่ยวแขนล่ำของเขาเอาไว้เอนกายพิงซบด้วยความหลงใหล

“เรื่องนั้นเราต้องคุยกันก่อน” ชายหนุ่มกุมมือบางเอาไว้มั่นเขาค่อยข้างคนที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์จึงทำให้ไม่ได้รู้สึกถึงความรู้สึกโรแมนติกที่เธอพยายามส่งมา

“คุยอะไรกันอีกค่ะ ถึงขั้นนั้นแล้ว พี่ยังไม่บอกรักแอลเลย” แม้เขาจะทำตัวแข็งทื่อเหมือนท่อไม้แต่หญิงสาวก็เต็มใจที่จะกอดเกี่ยวเอาไว้มั่นแถมยังเงยหน้ายิ้มหวานถามหาคำๆนั่นที่เธอเฝ้ารอมานานแสนนาน

“ความจริงแอลเรื่องของเรามันไม่น่าแบบนี้เลย” แต่กลับผิดคาดชายหนุ่ม

ส่ายหน้าความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นทะยานขึ้นสูงจนทำให้เขาบอกรักเธอไม่ลง

“หมายความว่าไงคะ” หญิงสาวเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้งเพราะคำพูดที่เขาพูดออกมามันทำให้เธอรู้สึกเหมือนตกเหวมันเหมือนเขาไม่ยินดีกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้

“พี่น่าจะยับยั้งช่างใจหน่อยไม่น่าทำอะไรแอลเลย” เขาก้มหน้าด้วยความละอายแก่ใจพี่เธอแท้ๆแต่กลับไม่ยับยั้งชั่งใจและอารมณ์กลับทำตามสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพียงเพราะความปรารถนาอันเย้ายวน

“พี่กำลังจะบอกว่าพี่เสียใจที่มีอะไรกับแอลเหรอ” รสินทราพูดเหมือนคนติดอ่างคล้ายกับร่างกายกำลังจะขาดอากาศหายใจเหมือนคนความดันจะขึ้น

“ไม่ใช่ที่พี่จะบอกคือพี่ขอโทษ” ชายหนุ่มรีบส่ายหน้านั่นก็อีกหนึ่งเจตนาที่เขาคิดเอาไว้แต่ตอนนี้คำขอโทษคำที่อยากจะให้เธอรับรู้ความรู้สึกของเขาก่อน

“ขอโทษ?” หญิงสาวทวนคำด้วยความสงสัยมองหน้าชายหนุ่มที่ตอนนี้เธอขยับกายถอยห่างออกมาเหมือนกำลังจับอารมณ์ให้ถูก

“ขอโทษทำให้แอลลำบากและเจ็บปวดมาตลอด” เคนพูดช้าๆชัดให้หญิงสาวได้รับรู้และเข้าใจพร้อมกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอ่อนโยน

“ไม่คะ แอลเต็มใจอย่างที่สุด” หญิงสาวที่ตอนแรกสับสนยิ้มกว้างออกไปด้วยความสุขสิ่งที่เธอคิดร้ายๆเอาไว้ไม่จริงเธอคงคิดมากเกินไป

“แล้วพี่ก็เสียใจที่ทำลงไปแบบนั้น...” แล้วเขาก็พูดต่อเมื่อเห็นใบหน้างามยังคงยิ้มหวานเปิดรับคำพูดของเขาอย่างเต็มใจ

“เสียใจ?” แต่ยังไม่ทันฟังเขาพูดจบหล่อนก็ชักมือกลับมองหน้าเคนด้วยความสงสัยอีกครั้ง เจตนาการพูดของชายหนุ่มคืออะไรกันแน่ หญิงสาวอดคิดด้วยความสับสนไม่ได้ ตอนนี้ความคิดร้ายๆในสมองมันตีตื้นกลับมาอีกครั้งให้เธอว้าวุ่นหัวใจ

“ใช่เสียใจ เสียใจมากๆที่ทำลงไป...” คันธารัตน์พูดไปโดยไม่ทันคิดถึงสีหน้าของเธอเข้าใจว่าหล่อนคงจะฟังเขาจนจบแต่ปรากฏว่าร่างบางตอนนั้กำลังสั่นระริกและสติของเธอแตกกระจาย

// เพี๊ยะ //  โดยไม่ฟังอะไรต่อสะบัดมือลงไปที่ใบหน้าของเขาอย่างเต็มแรง

“คนใจร้าย” หญิงสาวน้ำตานองหน้าต่อว่าชายหนุ่มเดินถอยหลังไปหลายก้าวไม่ยอมเข้าใกล้พี่ชายที่เธอรักสุดหัวใจ

“แอลตบพี่ทำไม ฟังพี่ก่อนสิ ที่บอกว่าเสียใจนะ...” คันธารัตน์พยายาม

อธิบายที่ว่าเสียใจก็เพราะเขาและเธอที่ชิงสุกก่อนห่าม น่าจะทำตามประเพณีสู่ขอให้เรื่องราวก่อนที่จะมาล่วงเกินเธอแบบนี้ เหมือนเขาไม่ไว้หน้าผู้ใหญ่ที่เขารักและเคารพ

“ไม่ ไม่ฟัง พี่จะบอกว่าเสียใจที่ทำลงไปเพราะไม่ได้รักแอลใช่ไหม พี่โกหก พี่เคนใจร้าย ใจร้ายที่สุด” แต่หล่อนกลับไม่รับฟังเอาแต่โวยวายร้องไห้ไม่รับวาจาใดๆที่ออกมาจากปากของชายหนุ่ม

“แอลหยุดฟังก่อนสิอย่างเอาแค่อารมณ์” เขาลุกขึ้นเดินเข้าหาพยายามรวบร่างบางเข้ามากอดให้สงบอารมณ์แล้วอธิบายอีกครั้ง

“อะไร อะไรแอลก็ใช้แต่อารมณ์แล้วพี่ล่ะ ใช้แต่ตรงนั้นรึไง ทีตอนนั้น ทีตอนนั้น...ฮืออออ” แต่ยิ่งเขาเข้าหาเธอก็ยิ่งเดินหนีห่าง

“ก็แอลคือความรับผิดชอบของพี่ แต่สิ่งที่พี่ทำเหมือนไม่มีความรับผิดชอบเลย” ตอนนี้สถานการณ์ไปกันใหญ่ชายหนุ่มเริ่มพูดไม่ถูก

ให้ตายเหอะเข้าประชุมยังง่ายกว่านี้ เขาคิด

“พี่ไม่ต้องมารับผิดชอบแอลก็ได้ ไม่รักก็พอแล้ว พอแล้ว” รสินทราทำเหมือนคนกำลังขาดสติมือไม้โบกไปมาไม่รู้รู้ไม่รับฟังคำใดๆจากปากของเขา

“ไม่ใช่แบบนั้น ฟังพี่ก่อนสิ” ชายหนุ่มใจหายวาบกับสิ่งที่เธอพูดออกมามันแสดงถึงสิ่งที่เธอกำลังคิดเกี่ยวกับตัวเขาซึ่งมันไม่จริงเลยสักนิดเดียวมันคนละเรื่องกับที่เขาอยากจะบอกเธอ

“แอลไม่อยากฟังอะไรอีกแล้ว ไม่อยากฟัง...แค่คำว่ารักพี่ก็พูดไม่ได้ แอลก็จะไม่ขออะไรจากพี่อีกแล้ว ฮือ...พี่เคนใจร้าย ใจร้ายที่สุด” เมื่อสิ้นคำหญิงสาวก็วิ่งออกไปจากห้องปิดประตูดังโครมโดยไม่ฟังเสียงเรียกจากคนที่ถูกทิ้งให้อยู่ด้านหลังเลยสักนิดเดียว

“แอล...แอล...” คันธารัตน์ได้แต่เรียกหายืนตัวชาทำอะไรไม่ถูกทำไมปากเขาถึงหนักแบบนี้ไม่พูดคำที่ใจคิดออกไปเพื่อเธอจะได้เข้าใจถึงจิตใจของเขาคำว่ารักมันสำคัญมากกว่านั้นและเขาอยากจะบอกรักเธอในที่ที่วิเศษยิ่งกว่านี้ที่ที่เขาจะจัดเตรียมไว้เพื่อเธอไม่ใช้ให้เธอจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อเขา แต่ดูเหมือนมันจะกลับกันทุกอย่างมันกลับกันจนเขาตั้งตัวตั้งสติไม่ทัน

ในค่ำคืนของวันที่รสินทรามีปากเสียงกับพี่ชายที่รักยิ่ง ทางด้านลูคัสซึ่งเดินทางกลับมาก่อนด้วยความชอกช้ำเมื่อมาถึงโรงแรมก็นั่งเฝ้าแต่บาร์ทั้งวันและตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนถ้าวันกระแสเลือดตอนนี้เหล้าคงไหลเวียนในร่างกายของเขาเต็มไปหมด

“ไงคะ วันนี้เจอมาหนักเหรอ” เสียงหวานที่เอ่ยทักภาษาอังกฤษของหญิงสาวที่จับจ้องเขามาตั้งแต่หัวค่ำรอช่วงเวลาผู้คนน้อยลงถึงเดินเข้าหาเอ่ยทักทายด้วยวาจาซึ่งยากนักที่ชายใดจะปฏิเสธลง

“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบสั้นๆไม่แม้แต่จะชายตามองผู้เข้ามาทักใหม่และไม่ได้สนใจกับน้ำเสียงอันเย้ายวนนั้นเลยสักนิดเดียว

“ถ้าไม่รังเกียจขอนั่งด้วยคนนะคะ” หล่อนเอ่ยถามอย่างสุภาพวางแก้วเหล้าของตัวเองข้างๆแขนของชายหนุ่มบ่นบอกเจตนาของตนว่าต้องการนั่งเคียงข้างเขาอย่างชัดเจน

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่ายเพราะเขาไม่อยากจะพูดกับใครและไม่อยากจะปฏิเสธให้เธอต้องรู้สึกละอายซึ่งนั่นไม่ใช่นิสัยของสุภาพบุรุษสักเท่าไร

“ดิฉันมาคนเดียวอยากหาเพื่อนนั่งเพราะไม่รู้จักใคร” หญิงสาวออดอ้อนอ่อนหวานต่อโดยยังไม่นั่งที่เก้าอี้ข้างๆทั้งที่จะนั่งก็นั่งได้แต่เธอต้องการให้คำเชิญจากเขามากกว่าจะถือวิสาสะนั่งไป

“ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคุยเพื่อนใครได้” ลูคัสถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วหันไปมองหน้าหญิงสาวข้างกายเธอดูสวยคมคายและมีเสน่ห์พอสมควรสำหรับชายที่ได้มอง ชุดสายเดียวคว้านคอลึกจนเห็นร่องของปทุมถันทั้งสองข้างหากช่วงเวลาปกติเขาคงไม่พลาดที่จะเอ่ยชวนเธอตั้งแต่แรกเริ่มที่เธอทัก

“สัญญาค่ะว่าจะเด็กดีไม่พูดกวนใจ” ริมฝีปากแดงฉูดฉาดเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มหวานฉ่ำสายตาน่าสงสารเหมือนเด็กน้อยผู้ว้าเหว่

“งั้นก็ตามใจคุณ” จนลูคัสเองก็ทานทนต่อสายตาร้ายกาจของเธอไม่ได้พยักหน้ายินยอมให้เธอนั่งเคียงข้างกายแต่โดยดี

“เรณูค่ะ ก้านเรณู” หล่อนแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ พร้อมกับส่งมือให้จับตามธรรมเนียมของฝรั่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่ายอีกครั้งเขาไม่ตอบสนองเธอเหมือนตอนแรกเพราะในมือถือแต่แก้วเหล้าไม่ยอมปล่อยเอาแต่ยกดื่มยกดื่มไม่ยอมหยุด

“อย่างน้องนั่งข้างๆกันรู้จักชื่อไว้คงไม่เสียหายใช่ไหมคะคุณ...” แม้จะเสียหน้าที่ไม่ได้จับมือแต่ก็ยังไม่ยอมลดละที่จะรู้จักชื่อเสียง

“ลุคครับ” เขาจึงเอ่ยคำสั้นๆออกไปตามมารยาทแม้จะยอมรับว่าคนที่นั่งข้างๆ งดงามจับใจแต่ก้ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสานสัมพันธ์กับใครในตอนนี้

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะลุค” นั่นคือคำพูดสุดท้ายเธอเธอได้พูดต่อแล้วความเงียบครอบงำอยู่พักใหญ่ก้านเรณูนั่งดื่มและมองชายข้างกายไปเรื่อยๆด้วยความพิศวาสยังไงซะคืนนี้ชายผู้นี้คือเป้าหมายของเธอ ถึงแม้ว่าสภาพเขาในตอนนี้จะไม่อยู่ในภาวะที่ให้ใครเข้าใกล้แต่เธอก็เชื่อว่าไม่นานสภาวะแบบนั้นจะหายไปตามปริมาณของแอลกอฮอล์

เวลาผ่านอีกเกือบชั่วโมงตลอด ช่วงเวลาก้านเรณูเอาใจชายหนุ่มด้วยการรินเหล้าให้อย่างไม่ขาดมือ จนทำให้ลูคัสเริ่มหันมามองการกระทำของเธอได้บ้างแล้วเอ่ยถามตามมารยาทของคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน

“ผู้หญิงสวยๆอย่างคุณทำไมต้องมานั่งคนเดียวละครับ”

“เรณูเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศคะ ตัวคนเดียวไม่มีใคร ก็เลยเหงาและว้าเหว่ต้องออกมาหาเพื่อนนั่งคุย” เธอพูดตามความจริงแต่ไม่หมดเสแสร้งแกล้งให้น่าสงสารทั้งที่จริงแล้วตนเองเดินทางกลับพร้อมพี่สาวที่อุ้มลูกน้อยวัยเกือบสามขวบมาหาตากับยายซึ่งอดีตรัฐมนตรีชื่อดังที่กรุงเทพและในคืนนี้เธอก็เบื่อที่จะปั้น

หน้ากับผู้ใหญ่จนต้องออกมาหาอะไรสนุกๆทำแก้เซ็ง

“พูดเหมือนแฟนทิ้ง” ชายหนุ่มที่ไม่รู้ความจริงตีความหมายตามคำพูดของหญิงสาวที่ทำน้ำเสียงหลบในให้ฟังดูน่าสงสาร

“ก็ไม่เชิงหรอกคะเราห่างกันมากแล้วเขาคงลืมเรณูไปแล้วล่ะ” หล่อนสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อจับดูอารมณ์ของอีกฝ่ายเพื่อเข้าหาได้ถูกอารมณ์และง่ายต่อการที่จะสานสัมพันธ์ทางกาย

“ใครจะลืมผู้หญิงสวยๆอย่างคุณได้” ลูคัสอดไม่ได้ที่จะปลอบใจเพราะเธอดูเศร้าหมองและนิสัยของเขาที่จะปลอบโยน

“ก็มีแล้วกันคะ” เรณูทำน้ำเสียงขมขืนใจหลบใบหน้าเหมือนจะหลบสายตาค้นหาจากอีกฝ่ายด้วยความเจ็บปวดแต่ภายในใจของเธอซ่อนรอยยิ้มเอาไว้อย่างมิดชิด

“ถ้าผมคงจะไม่ลืม” ชายหนุ่มแสนดีกุมมือของหญิงสาวพยักหน้าเพื่อให้กำลังใจเธอเพราะสงสารที่เธอเหมือนอยู่ในสภาวะเดียวกันคืออกหักและเจ็บปวด

“แล้วผู้ชายหล่อๆอย่างคุณละคะทำไมถึงมานั่งคนเดียว” เมื่อเห็นเขาเปิดใจเธอก็จู่โจมด้วยวาจาก่อนเพื่อเข้าถึงอารมณ์ของเขา

“ผมรักคนที่เขาไม่รักเรา” น้ำเสียงขมขืนของเขาคงทำให้สาวๆสงสารหายได้ยินได้ฟังแต่ไม่ใช่สำหรับคนอย่างก้านเรณู เธอทำพยักหน้าเห็นใจแต่ซ่อนยิ้มมีชัยเอาไว้คนอกหักไม่ต้องการให้ใครเข้าถึงสำหรับเธอนั่นกินกินได้ง่ายดายปลอบนิดปลอบหน่อยคืนนี้เธอก็จะได้เขาไปครอบครอง

“น่าสงสาร...ใครกันคะทอดทิ้งคนอย่างคุณได้” หล่อนทำน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจเหมือนจะเข้าใจหัวอกของเขา “คุณคงรักเธอมากๆ”

“ผมรักเธอแต่เธอไม่รักผมแถมผมยังทำผิดต่อเธอ” เขาพร่ำพูดเหมือนเด็กมีปัญหาหญิงสาวเอื้อมมือเข้าหาเชยใบหน้าหล่อเหลาของเขาขึ้นมามองสบสายตาเห็นใจให้เขาหลอมละลาย

“อย่าเสียใจไปเลยคะ เรณูจะอยู่ข้างๆคุณ” เธอกล่าวคำที่ไม่ว่าใครอยู่ในสภาวะแบบนี้ก็ต้องการที่สุดออกไปและมันก็ได้ผลไม่ว่าจะด้วยเพราะดื่มมาหนักหรืออะไรลูคัสหมดความตัวของตัวเองราวกับต้องมนต์ ทั้งที่ตอนแรกปฏิเสธการเข้าหาแต่เธอมีชั้นเชิงที่ทำให้เขาต้องโอนอ่อนผ่อนตาม

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha