ตราบสิ้นปฐพีนี้ ฉันก็ยังรักคุณ จบ

โดย: คุณธิดา



ตอนที่ 2 : สองต่อสอง วันหลังเกิดเหตุ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        ม่อนนอนอยู่ที่ห้องใต้ดิน ที่มีแต่ในส่วนของห้องโผล่พ้นพื้นดินมาประมาณ 40 เซนติเมตร นายดินก็ช่างทำ ติดเป็นกระจกบานเกล็ดและติดมุ้งลวดกันแมลงไว้ให้เรียบร้อย

        ป้านาบอกว่า เมื่อก่อนห้องนี้เป็นห้องเก็บไวน์ แต่ตอนหลังคุณดินอยากจะเลิกเป็นนักดื่ม จึงสั่งให้เอาไวน์ไปแจกผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นเสียหมด ยังคงมีแต่เคาท์เตอร์เครื่องดื่มที่ห้องโถง เอาไว้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น

        พอรู้ว่าจะมีเด็กผู้หญิงมาอยู่ด้วย ก็สั่งการให้ป้านาซื้อข้าวของ และตกแต่งห้องให้น่ารักสวยงามไว้ต้อนรับ และสั่งให้ลุงอุ่นซื้อพัดลมดูดระบายอาการมาติดให้ด้วย ส่วนลุงกับป้าแยกไปนอนเรือนนอนที่มีห้องนอนเดียวซึ่งห่างไปประมานสองร้อยเมตร

        ม่อนลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปกดนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเอาไว้ มองหาแสงสว่างที่พระอาทิตย์กำลังจะโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน เสียงไก่ขันดังมาแต่ใกล้ เธอรีบพับผ้าห่มที่คลุมตัวเองไว้ทั้งคืนให้เป็นระเบียบ คว้าผ้าเช็ดตัวเดินขึ้นบันไดไปอาบน้ำยังห้องน้ำที่อยู่ใกล้ประตูห้องนี้

        เธอเดินได้อย่างลำบาก กว่าจะพาร่างที่ปวดร้าวกลับลงมาจากห้องนายได้เมื่อคืน ก็หยุดพักตั้งหลายที เธอน้ำตาซึม ใจหายแวบ รู้สึกเจ็บที่หน้าอกจนจุก สะอื้นฮักๆ อยู่ในห้องน้ำอยู่เป็นนาน

        เธอถอนหายใจออกมาตลอดเวลาที่เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้อง นึกไปถึงคนตัวโตหน้าคมเข้มที่นอนหลับไม่รู้เรื่องหลังจากที่เสร็จกิจของตัวเขาเองเรียบร้อย เธอได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ให้เขาจำเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ไม่ได้ เพราะถ้าเขาจำได้ ไม่รู้ชีวิตเธอจะเป็นยังไง ม่อนเกิดความกังวลขึ้นในหัวเต็มไปหมด

        หญิงสาวพยายามทำงานบ้านเหมือนเช่นทุกวัน ตามที่ป้านาได้สั่งสอนเอาไว้ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ราวๆ สักเก้าโมงท้องเริ่มหิว เธอจึงตักข้าวสวยใส่จาน และทอดไข่เจียวหนึ่งฟอง นั่งลงใช้มือคลุกน้ำพริกตาแดงที่แม่ทำมาให้ด้วย นั่งลงกินข้าวกับพื้นอยู่หลังประตูครัว ที่เปิดรับลมเห็นวิวในไร่สุดลูกหูลูกตา

        “มีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง” เสียงทุ้มเรียกหาคนรับใช้เสียงดัง และเสียงฝีเท้าที่เดินตรงมายังทางที่เธอนั่งอยู่ ม่อนมือไม้สั่น ทำอะไรเริ่มไม่ถูก ค่อยวางจานไว้ใกล้ประตู รีบลุกขึ้นยืน

        นายใหญ่ของบ้านยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอนัก ใส่แค่กางเกงขาสั้นสบายๆ ตัวเดียว ส่วนบนก็ไม่ใส่เสื้อ โชว์ไรขนหน้าอกที่มีอยู่เต็มแผง ผมเผ้าที่ดูยุ่งเยิงเหมือนยังไม่ได้หวี หน้าที่มีหนวดเครา ดูเข้มขึ้นกว่าเมื่อวาน เขาทำตาหยีๆ ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตา จ้องหน้าเธอไม่กระพริบ

        ม่อนปัดมือ แล้วรีบเช็ดมือที่เปื้อนกับชายผ้ากันเปื้อน ก่อนจะยกมือไหว้เขา ไม่พูดไม่จา เธอหลบสายตาที่จดจ้องมาเหมือนกลัวความผิด ลมหายใจเริ่มติดๆ ขัดๆ

        “เธอเป็นหลานลุงอุ่นใช่ไหม” เสียงทรงอำนาจเขาถามขึ้น ม่อนได้แต่พยักหน้ารับ เอ่ยคำว่าค่ะเบาๆ ในลำคอ ตอนนี้ขมคอจนพูดไม่ออก เหมือนมีอะไรมาติดอยู่ตรงนั้น

        “กาแฟดำ ร้อนนะ ให้ฉันที่ห้องทำงานด้วย” เขาออกคำสั่ง ก่อนจะเดินหันหลังกลับไปทางเดิมที่เขาเดินมา ม่อนแทบทรุดตัวลงไปทันที มือไม้สั่น หายใจไม่ทั่วท้อง กระพริบตาปริบๆ มองตามหลังเจ้าของไร่ปฐพีไปแบบใจเต้นโครมคราม

        เธอเคาะประตูห้องทำงานเขาที่เปิดกว้างออกมาอยู่แล้ว เขาหันหน้ามามอง สาวน้อยเดินขาแทบขวิด มือไม้สั่น จนได้ยินเสียงแก้วกาแฟกระทบกับจานรองดังกิ๊กๆ เขายังคงทำสีหน้าทองไม่รู้ร้อนเรียบนิ่งเฉย ยกหน้าที่มองจ้องอยู่ในจอแท๊บแลบขึ้นมองเธอลอดแว่นสายตา

        “ขึ้นไปเก็บห้องนอนฉันด้วย แล้วก็รื้อเสื้อผ้าออกมาจากกระเป๋าเดินทางด้วยนะ ขนลงมาซักใหม่ให้หมดเลย” เขาออกคำสั่งใหม่

        “ค่ะ” เธอยืนจับมือกุมถาดรองไว้ที่หน้าท้องแน่น รับคำของเขาพร้อมพยักหน้างึกๆ

        “อ้อ... แล้วซักผ้าเป็นไหม ฮึ...(ขึ้นเสียงสูง) ใช้เครื่องซักผ้าเป็นหรือเปล่า ยังไง... เสื้อผ้าฉันราคาแพงนะ” เขาพูดขึ้นถามไถ่ซักถาม กึ่งดูแคลนเธอกลายๆ

        “ซักผ้าเป็นค่ะ ป้านาสอนแล้ว และก็ม่อนเคยซักรีดให้คุณดอยและคุณปลาเมื่ออาทิตย์ก่อนที่ท่านสองคนมาพักที่นี่ด้วยค่ะ” คำตอบของเธอทำให้เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะกัดฟันกรอด

        “ออกไปให้พ้นหน้าฉันเร็วๆ แล้วปิดประตูห้องให้ฉันด้วยนะ” เขาตวาดเสียงกร้าว ออกคำสั่งเสียงดังกว่าเดิมอีก

        ม่อนถึงกับสะดุ้งตัวโยน ก้มหน้าช้อนสายตามองเขา ไม่เข้าใจอารมณ์นายใหญ่ของบ้านเอาเสียเลย รีบหันหลังออกมาจากห้อง ปิดประตูตามคำสั่งเขาอย่างเบามือ เธอถอนหายใจออกมาเสียงดัง ยืนนิ่งกุมหน้าอกตัวเองอยู่ตรงนั้น

        (“ไหนป้ากับลุงบอกว่านายดินใจดี”) เธอคิดในใจ

        “เพล้ง เพล้ง เพล้ง” เสียงของหล่นแตกกระทบพื้นเสียงดัง ติดกันถึงสามครั้ง ม่อนวิ่งออกไปจากตรงนั้นแทบทันที เข้าครัววางถาด ตรงดิ่งขึ้นบันไดเข้าไปบนห้องนอนของเขาตามคำสั่ง

        พอเปิดประตูห้องนอนเข้าไป เตียงนอนที่ปรากฎอยู่ตรงหน้ายับย่นไม่เป็นชิ้นดี ม่อนตรงไปเก็บที่นอนของนายดินก่อนอย่างอื่น เธอรื้อเอาผ้าปูที่นอนที่มีร่องรอยความสัมพันธ์ของเธอเองกับนายใหญ่ของบ้านออกทันที หาผ้าผืนใหม่มาเปลี่ยน

        ม่อนทำงานอย่างรีบเร่ง พยายามจะทำอะไรให้รวดเร็วที่สุดทำที่จะทำได้ ตาก็เหลือบมองไปทางประตูตลอดเวลาว่าเขาจะเดินเข้ามาหรือไม่ ตอนนี้สาวน้อยอยากร้องไห้โฮออกมาดังๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เธอได้แต่กระพริบตาไหลน้ำตาที่เริ่มเอ่ออยู่เต็มขอบตาอีกครั้ง

        เธอพาตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วของนายออกมาเต็มตะกร้า รวมถึงผ้าปูที่นอนชุดนั้นด้วย ม่อนแยกผ้า แล้วลงมือซักเองทุกตัว บางตัวที่ลงเครื่องได้ เธอก็หย่อนลงไปในเครื่อง รอให้เครื่องซักล้างไปโดยอัตโนมัติ ส่วนผืนใดที่ต้องซักมือเธอก็บรรจงทำมันอย่างเบามือ

        ผ้าปูที่นอนที่เธอแช่ไว้ ม่อนพยายามขยี้ผงซักฟอกลงไปที่บนรอยเปื้อนเลือดเป็นดวงๆ บางที่ก็เลอะเป็นปื้นใหญ่ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ยอมหลุด

        (“ผ้าฝ้ายเนื้อดีราคาคงแพงน่าดู จะทำยังไงดี”) เธอครวญคิดอยู่ในใจ

        เธอยังคงทำงานอย่างเพลิดเพลิน กำลังสะบัดผ้าผืนสุดท้ายขึ้นตาก ได้ยินเสียงกระแอมกระไอมาจากด้านหลัง

        “ตั้งโต๊ะหน่อยสิ ฉันหิว” เขาออกคำสั่งเหมือนเดิม เธอหันหน้าไปมองเขา  แต่ก็ยังไม่กล้าสบตา

        “ค่ะ” เธอเดินก้มตัวผ่านตรงที่เขายืนอยู่ พาตัวเองเข้าในครัว ม่อนทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วสำหรับนาย เพียงแต่รอแต่คำสั่งแล้วอุ่นขึ้นโต๊ะเท่านั้น

        เขานั่งหน้าเข้มรอเธออยู่ที่โต๊ะอาหาร เอานิ้วเคาะโต๊ะไปเรื่อยๆ ม่อนได้ยินยิ่งเป็นกังวล พลอยทำอะไรงกๆ เงินๆ ไปหมด ตอนที่ยกต้มจืดลงบนโต๊ะ มือที่สั่นเทิ้มจนทำน้ำแกงหกราดบนโต๊ะ เธอได้ยินเสียงเขาถอนหายใจเบาๆ ม่อนหาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดที่โต๊ะทันที

        “ไปเก็บเศษแก้วในห้องทำงานให้ฉันด้วย ฉันทำมันแตกไปสามใบ” เขาบอกโดยไม่ยกหน้ามามองเธอด้วยซ้ำ ม่อนรู้สึกน้อยใจมาก เธอเดินออกมาจากตรงนั้นแบบเงียบๆ หาอุปกรณ์เข้าไปเก็บกวาดตามที่เขาสั่ง

        (“คนรวยทำอะไรก็ไม่ผิดมั้ง ใช่ไหมม่อน”) เธอถามตัวเองในใจ

        (“ม่อนเอ๊ย... จะเอายังไงต่อไปกับชีวิตแกดี แกจะท้องไหม เขาว่าผู้หญิงผู้ชายมีอะไรก็ต้องท้อง”) เธอยกมือขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองอย่างลืมตัวเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ใจลอย มืออีกข้างที่หยิบเศษแก้วอยู่โดนเศษแก้วทิ่มบาดเข้าไปอย่างแรง

        “โอ้ย...” เธอรีบก้มลงมองนิ้วนางข้างซ้ายโดยคมแก้วบาดเข้าไปจริงๆ เลือดหยดติ๋งๆ เธอรีบยกมันเข้าปาก เป็นวิธีห้ามเลือดแบบผิดๆ ก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือข้างเดียวกันกดปากแผลเอาไว้

        “บ้าจริงๆ” เธอต่อว่าตัวเอง และรีบทำงานตรงนั้นให้เสร็จ หันตัวออกมาจากห้องทำงานของนาย รีบหลบเข้าห้องนอนตัวเอง หาอุปกรณ์ทำแผลที่เธอชอบพกติดตัวเป็นประจำ เพราะรู้ตัวดีว่าตังเองเป็นคนซุ่มซ่าม

        พอออกมาถึงโต๊ะอาหาร นายใหญ่ก็หายไปแล้ว ม่อนถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง สอดส่ายสายตามองหาเขา แต่ก็ไม่เห็นในบริเวณนั้น

        นายดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดวีดีโอบันทึกเทปเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้านในช่วงสองอาทิตย์ที่เขาไม่อยู่ จากการบอกเล่าของม่อน ภูผากับปภัสสรมาที่นี่เมื่อสัปดาห์ก่อน

        ภาพรีรันพันตูของน้องชายของเขาและปภัสสรที่แสดงความรักต่อกัน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่หน้าห้องของนายดอย ก่อนที่ทั้งสองจะหายไปอยู่ในห้องนั้นด้วยกันทั้งคืน

        เขาขบกรามเน้น ที่รู้สึกตอนนี้ คือ โกรธคนที่เขารักมากสองคนต่างหากที่ต่างพากันทรยศหักหลังเขา และที่ช้ำที่สุด คือ น้องชายคนเดียวที่เขารักที่สุดในโลก ไม่น่าทำกับพี่ชายตัวเองแบบนี้เลย

        นายดินเดินกลับมายังเคาท์เตอร์เหล้าที่อยู่กลางบ้าน เปิดตู้เย็นที่เขาแช่น้ำแข็ง และโซดา เอาไว้ออกมา วิสกี้ที่อยู่ในตู้ถูกนำออกมาเปิด และรินมันลงในแก้ว เขากระดกยกเข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่า

        ม่อนนั่งลงกับพื้น แอบมองเขาจากในครัว ทำตามที่ป้านาสั่งไว้ทุกอย่าง หากนายดินอยู่ในบริเวณนี้ ห้ามไปไหนไกลๆ เผื่อนายเรียกใช้ เธอยกมือปิดปากหาวเป็นบางครั้ง เมื่อคืนกว่าจะลงมาจากห้องนายก็เกือบตีสอง กว่าจะข่มตาให้หลับก็นานเอาการอยู่โขเชียว

        ม่อนนั่งหลับอยู่ตรงนั้นไปโดยไม่รู้ตัว รู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อมีอะไรเย็นๆ มากระทบที่แก้ม เธอค่อยๆ ปรือตาขึ้น เมื่อเห็นหน้านายดินอยู่ใกล้ไม่ถึงศอก ถือแก้วเหล้าอยู่ในมือ ม่อนตกใจแทบช็อค ลนลานขยับถอยหลังหนี

        “นายจะเอาอะไรคะ” เธอรีบถามเขาออกไปเสียงสั่น มองเขาตาเหมือนลูกกวางกลัวเสือตะครุบ

        “น้ำแข็งในตู้เย็นของฉันหมด” เขาเอ่ยออกมา ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน ม่อนรีบเกาะตัวกับผนังข้างๆ ดันตัวลุกขึ้นยืน ทั้งๆ ที่ยังรู้สึกมึนหัวตึบๆ และยังตื่นไม่เต็มร้อย

        “เดี๋ยวม่อนเอาให้ค่ะนาย” เธอรีบบอกเขาหมุนตัวกลับหลังอย่างรวดเร็ว ร่างเซถลาทำท่าจะล้มไม่เป็นท่า นายดินคว้าร่างของเธอไว้ได้ทัน ไม่ให้หน้ากระแทกเหลี่ยมโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ

        “เป็นอะไร เราไม่สบายรึ?” เขาถามน้ำเสียงดูห่วงใย ม่อนใจเต้นตุบๆ รีบแกะมือที่ยังคงโอบรอบเอวเธอเอาไว้แน่น แผ่นหลังของเธอแนบสนิทกับแผงหน้าอกที่มีไรขนทิ่มแทงทะลุเสื้อจนโดนแผ่นหลังเจ็บๆ คันๆ

        เขาไม่ปล่อย แต่ดันตัวเธอให้หมุนเข้ามาหา สูดลมหายใจเข้าปอดตรงแก้มนวลอย่างจงใจ

        “ชื่อม่อนหรือเรานะ” เขาถามออกมาดันตัวเธอห่าง เธอตัวสั่นเป็นลูกหมาตกน้ำ

        “ค่ะ ชื่อ ม่อนค่ะ” ตอบเขาเสียงสั่น

        “ใช้แป้งอะไรหอมดี กลิ่นคุ้นๆ” เขาถามขึ้นมาอีก ทำจมูกฟุตฟิตใกล้ๆ เธอรีบถอยหลังกรู

        “ไม่มีราคาอะไรหรอกค่ะ แป้งเด็กธรรมดา กระป๋องละ 20 บาทเองค่ะ” เธอตอบเขาเสียงดัง รีบเดินไปเปิดตู้เย็นใหญ่ หยิบถุงน้ำแข็งในช่องแช่แข็งออกมาแล้วห่อผ้าทุบกับพื้นโต๊ะหินที่ทำเป็นเคาท์เตอร์เสียงดังโป๊กๆ แล้วเทใส่โถน้ำแข็งที่เขายื่นส่งมาให้

        “ทำกับแกล้มให้สักสองอย่างสิ เดี๋ยวเอาไปให้ฉันในห้องทำงานนะ” เขาคว้าโถน้ำแข็งติดมือไปด้วย เดินไปหยิบข้าวของ แล้วตรงดิ่งกลับไปที่ห้องทำงาน ตั้งใจนั่งดูเทปบันทึกต่อ

        เขากำมือแน่นและกัดฟันกรอดอีกหลายครั้ง และถอนหายยใจหนักติดๆ กัน ภาพคนรักกับน้องชายที่ยังมีอีกหลายช็อตให้เขาช็อคเล่น เหมือนสองคนนั้นช่างไม่รู้มุมกล่อง จะหลบจะหลีกก็ไม่มี

 

        “รอฉันอยู่ข้างล่างนี้แหละ หาอะไรกินไปก่อน หรือไม่ก็นอนพัก ฉันจะอยู่คุยกับนายดอยสักสองสามชั่วโมงแล้วเราค่อยกลับ” นายดินบอกนายสนคนขับรถ ก่อนจะหิ้วของฝากน้องชายติดมือไปด้วย

       เขาวิสาสะใส่กุญแจเปิดห้องน้องชายเข้าไป เมื่อก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ เขาก็อยู่ที่นี่ นายดินรู้สึกปวดห้องน้ำ จึงเดินเข้าห้องที่เป็นห้องนอนประจำของเขาเสมอ ใช้เวลาในนั้นหลายนาที ตอนเดินออกมาจากห้องภาพที่เห็น

       ปภัสสรที่นุ่งชุดนอนบางเบา กอดรัดกับน้องชายที่มีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนสีขาวพันอยู่รอบเอว ทั้งสองจูบกอดกันอยู่หน้าห้อง ก่อนจะพากันเข้าไปในห้องนอน ส่งเสียงหัวเราะต่อกระซิกกันเสียงดัง

       เขารีบเดินออกมาจากห้องนั้นแทบทันที ตอนนี้หัวสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก เดินตรงมาขึ้นรถ แล้วสั่งนายสนให้ขับรถกลับหมวกเหล็กทันที

 

       “สารเลว...” เขาสบถคำนี้อย่างนับไม่ถ้วน

        ม่อนเดินยกถาดอาหารว่างที่พอจะทำเป็นกับแกล้มเดินมาให้เขาที่ในห้อง เธอก็ยังทำตัวลีบๆ ก้มหน้างุดๆ ไม่มองหน้ามองตานายดินเหมือนเดิม มือไม้สั่นเทา ยกจานถั่วทอด และเนื้อแดดเดียวที่ยกวางบนโต๊ะเกือบหก

        “ม่อน เป็นอะไรนักหนา กลัวฉันรึ? ฮึ?” เขาถามเสียงเข้ม เธอรีบเงยหน้ามองเขาสั่นส่ายหน้าระรัวปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ในใจรู้สึกกลัวเขาจริงๆ

        “ไปเถอะไป วันนี้ฉันไม่กินข้าวเย็นนะ จะไปทำอะไรก็ไป” เขายกมือโบกสะบัดไล่เธอเสียดื้อๆ ม่อนรีบจ้ำอ้าวออกมาจากห้องนั้นอย่างเร็วรี่

        (“นายดินจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ หรือเขาตั้งใจจำไม่ได้กันแน่”) ม่อนยกมือขึ้นกอดอก ลูบแขนตัวเองแรงสองสามที เพราะรู้สึกหนาวขนลุกไปทั้งตัว น้ำตาเริ่มเอ่อรินลงมาอีกครั้ง นั่งกอดเข่ามองไปยังทุ่งหญ้าที่นายปลูกไว้เลี้ยงโคนมสุดลูกหูลูกตา

 

 

T/////T สงสารม่อนจังเลย ร้องไห้อีกแล้ว

สองตอนแล้วน่ะ ไรด์แม่งก็ใจร้าย

เขียนให้คนอ่านเสียใจ ชิ งอน...

ใครทีมม่อนยกมือขึ้น ให้กำลังเธอด้วยนะ

 

<div class="fb-page" data-href="https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/" data-tabs="timeline" data-small-header="false" data-adapt-container-width="true" data-hide-cover="false" data-show-facepile="true"></div>


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha