ตราบสิ้นปฐพีนี้ ฉันก็ยังรักคุณ จบ

โดย: คุณธิดา



ตอนที่ 3 : ใกล้ชิดกันอีกนิด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

    “ม่อนเป็นไงบ้างลูก” เสียงลุงพูดตอนที่เธอรับสายแล้ว ลุงอุ่นโทรเข้ามายังโทรศัพท์บ้าน เพราะรู้ว่านายดินไม่เคยรับสายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

        “จ๊ะ” เธอตอนสั้นๆ น้ำตาเริ่มเอ่อ แค่ได้ยินเสียงลุงที่น้ำเสียงใกล้เคียงกับเสียงของพ่อของเธอแล้วก็เริ่มอุ่นใจ

        “กินอะไรหรือยัง” ลุงยังถามต่อ

        “จ๊ะ” เธอตอบรับคำง่าย

        “เอ่อ... ลุงจะโทรมาบอก แม่ป้านาเสียแล้ว ลุงกับป้าคงจะต้องหยุดงานอีกเป็นอาทิตย์แหละ ลุงโทรบอกนายดินแล้ว ม่อนดูแลนายดินได้ใช่ไหมลูก” ลุงเล่าต่อและถามว่าเธอจะอยู่ได้ไหม

        ม่อนหน้าสลดลงทันที เริ่มเป็นกังวลเพราะใจจริงไม่อยากจะอยู่บ้านนี้กับนายโดยลำพังอีกแล้ว แล้วเธอก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจพิกล แล้วยิ่งเห็นนายดินทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งรู้สึกนอยและมองหน้าเขาไม่ค่อยติด

        “เป็นอะไรวันนี้พูดน้อยจัง ทุกทีเห็นพูดจอๆ” ลุงทักเพราะสังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติ

        “เปล่าจ๊ะ มันเหงา บ้านก็เงียบๆ” เธอไม่อยากให้ลุงเป็นกังวลรีบทำน้ำเสียงให้เป็นปกติ

        “อือ... ยังไงก่อนนอนเดินสำรวจ ปิดบ้านช่องลงกลอนให้เรียบร้อยนะลูก” ลุงยังกำชับอีกครั้งก่อนวางสาย

        ม่อนมองโทรศัพท์ในมือที่วางสายไปแล้ว ถอนหายใจออกมาติดๆ กันหลายครั้ง ก่อนจะขยับตัวเดินสำรวจหน้าต่างประตู ว่าลงกลอนเรียบร้อยแล้วหรือยัง

        นายเดินขึ้นห้องไปตั้งแต่หัวค่ำ แล้วก็เงียบไปนานแล้ว

        (“สงสัยจะเมาแล้วมั้ง ดื่มไปเยอะขนาดนั้น เขาเป็นอะไรของเขานะ ดื่มเหล้าเหมือนดื่มน้ำเลย ไหนป้ากับลุงบอกว่านายเลิกดื่มแล้ว”) ม่อนเก็บกวาดตรงเคาท์เตอร์และที่ห้องทำงานของนายด้วย

        บนโต๊ะมีกรอบรูปที่คว่ำอยู่ เธอวิสาสะเปิดกรอบรูปนั้นขึ้นมาดู เห็นเป็นรูปที่ถ่ายกันสามคน มีนายดินนั่งอยู่ตรงกลาง ข้างซ้ายเป็นคุณดอย และข้างขวามือของนายเป็นคุณปลา เธอสังเกตุเห็นฝ่ามือหนาของนายที่โอบรอบเอวคุณปลาเน้น และสองใบหน้าที่แนบชิดกันของทั้งคู่

        เธอจึงตั้งรูปใบนั้นไว้แบบเดิม แล้วรีบเดินเอาของทั้งหมดเข้าไปเก็บล้างที่ในครัว ม่อนรีบทำงาน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง อาบน้ำและเอนตัวลงนอนเพราะรู้สึกไม่ค่อยดี แล้วก็หลับลงไปด้วยความอ่อนล้า

       

        “ม่อน ม่อน ม่อน” นายดินตะโกนเรียกม่อนเสียงดัง เขาลงมาจากห้องเมื่อสายมากแล้ว เกือบจะสิบนาฬิกา

        “ไปไหนกัน บ้านช่องก็ไม่เปิด หน้าต่าง ประตูไม่เปิดสักบาน” เขาเดินพูดบ่นไปสำรวจโดยรอบ และลงมือเปิดหน้าต่างเพื่อรับลม

        เขาเปิดประตูออกไปที่สวนหย่อมหน้าบ้านที่เขาทำขึ้นเป็นส่วนตัว เพราะปฐพีเป็นคนชอบความเงียบมากๆ และไม่ชอบสุงสิงกับใคร อีกอย่างไม่ค่อยอยากให้ใครมารับรู้ว่าเขาทำอะไรบ้างในแต่ละวัน

        “สายจนป่านนี้ ยังไม่ตื่นอีกหรือ” เขาเดินตรงไปยังห้องเก็บไวน์ที่ม่อนนอนอยู่ ลองหมุนลูกบิดตรงประตูแต่มันถูกล็อคเสียสนิท เขาเอื้อมคลำมือหากุญแจที่เขาซ่อนเอาไว้บนขอบประตู ก่อนจะเจอมันแล้วหยิบมาไขประตูห้องเข้าไป แสงสว่างจากช่องทางที่เดินลงไปและช่องหน้าต่างที่เข้าติดไว้ทำให้แสงส่องเข้ามาถึงข้างในห้องได้

        ภาพที่เห็นม่อนนอนตะแคงตัวคุดคู้อยู่บนที่นอนยังคงหลับสนิท

        “ม่อน ม่อน” นายดินเรียกชื่อเธอ แต่หญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวแต่อย่างใด เขารีบทรุดตัวลงไปนั่งลงไปใกล้ๆ พอแค่แตะมือลงบนตัวเธอเท่านั้น

        “ตัวร้อนจี๋เลย ม่อน” เขายังเรียกชื่อเธอพร้อมเขย่าเบาๆ เธอขยับตัวปรือตาขึ้นมองเขา พอแค่เห็นหน้าของนายใหญ่ของบ้านอยู่ใกล้ๆ ห่างไม่ถึงศอก ถึงกับสะดุ้งตกใจสุดตัว รีบขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หายใจเร็ว ยกมือกุมที่หน้าอก

        “ไม่สบายตั้งแต่เมื่อไร กินยาลดไข้บ้างหรือยัง” เขาถามออกมาด้วยความเป็นห่วง ยกมือแตะหน้าผากของเธออีกครั้ง ม่อนขยับตัวออกห่างจากเขา ยกมือขึ้นขยี้ตา ก่อนจะกอดอกเอาไว้แน่น เพราะรู้สึกหนาวขึ้นมาจับจิต

        “ฉันถามว่ากินยาหรือยัง” เขาเน้นคำถามย้ำอีกครั้ง เธอส่ายหน้าช้าๆ หลุบตาลงไม่กล้าสบตากับนาย

        “ในห้องนี้มียาไหม ยาลดไข้นะ” เขาถามเธอออกมาเสียงก้องกังวาลไปทั้งห้องใต้ดิน เธอยังคงส่ายหน้าปฏิเสธแทนคำพูด

        “เฮ้อ... ฉันกำลังคุยกับคนใบ้อยู่หรือนี่ หา...” เขาดูค่อยข้างมีอารมณ์เพราะเด็กสาวไม่ยอมคุยด้วย แต่พอหันไปเห็นหน้าที่แดงไปด้วยฤทธิ์ไข้ของเธอก็ใจอ่อนลงยวบ

        “จะให้ฉันเดินเอายาลงมาให้ หรือว่าจะเดินขึ้นไปเอาเอง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ลุกขึ้นยืนก่อนจะหันตัวเดินขึ้นบันไดไป ไม่รอฟังคำตอบ

        ม่อนพยายามยันกายลุกขึ้นเพื่อจะเดินตามนายดินที่เดินขึ้นไปข้างบนก่อนแล้ว เธอหน้ามืดทรุดฮวบลงไปอย่างรวดเร็ว เวลาเป็นไข้ที่ไรเป็นแบบนี้ทุกที ไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย ร่างกายของเธอปวดร้าวไปหมด โดยเฉพาะส่วนกลางร่างกายเจ็บร้าวรู้สึกได้คงระบมกว่าส่วนอื่นๆ

        เธอพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง กั้นใจฝืนตัวเองสุด กว่าจะพาตัวเองให้ขึ้นมาพ้นบันได และเปิดประตูออกไป เห็นนายกำลังถือแก้วน้ำเดินตรงมาหาเธอ ม่อนหยุดอยู่กลับที่ พยายามยืนทรงตัวให้ได้ทั้งๆ ที่ขาสั่นไปหมด

        “กินยาซะ” เขายื่นยาใส่ในมือเธอสองเม็ด และยื่นแก้วน้ำส่งมาให้ม่อนยกมือไหว้เขาก่อนจะรับแก้วน้ำมาจากมือของเขา เอาเม็ดยาใส่ปากตัวเองลงไปแล้วดื่มน้ำตาม เธอค่อยรูดตัวหลังแนบฝาผนังไปอย่างหมดแรง

        นายดินตกใจ รีบจับแก้วน้ำก่อนที่มันจะร่วงตกแตก รวบรั้งร่างเธอเอาไว้ ก่อนจะช้อนร่างเธอเข้าสู่อ้อมแขน พาไปเธอเข้าไปในห้องทำงานของเขา

        “ไม่ไหว ทำไมไม่บอก” เขาต่อว่าเธอนิดๆ ม่อนมองปลายคางของเขาที่มีหนวดเครารกรังอยู่เต็ม เหมือนจะยาวกว่าเมื่อวานซะอีก ม่อนจำได้ตอนที่มีอะไรกัน เขาซุกไซ้ใบหน้านี้ทั่วร่างกายของเธอ คิดถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกวาบหวิว หน้าที่ร้อนด้วยพิษไข้ยิ่งร้อนรุ่มขึ้นไปอีก

        นายดินได้ยินแต่เสียงถอนหายใจของเธอเบาๆ ติดๆ กันหลายๆ ครั้ง เขาพาเธอนอนลงบนโซฟาตัวใหญ่ที่หุ้มด้วยผ้าเนื้อนุ่มชั้นดี ม่อนทำตัวลีบๆ ไม่กล้าจะขัดขืน มองตามหลังนายที่ลุกขึ้นไปเปิดผ้าม่านที่เมื่อคืนเธอปิดเอาไว้จนหมด

        “ถ้าฉันอยู่บ้าน ไม่ต้องปิดม่านก็ได้นะ นอกจากฉันไปต่างจังหวัดหลายๆ วัน” เขาพูดขึ้นมาลอยๆ เหมือนบอกกล่าวเธอ ม่อนยันตัวลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นกระชับเสื้อชุดนอนที่เพิ่งนึกได้ว่าตัวเธอเองไม่ได้ใส่เสื้อชั้นใน

        “จะรีบไปไหน นอนหรือนั่งพักก่อน คงจะรู้สึกเป็นไข้ตั้งแต่เมื่อวานล่ะสิ แล้วทำไมไม่บอก” เขาต่อว่าเธอ นึกย้อนไปตอนที่เห็นเธออิงหัวหลับตอนที่นั่งแอบมองเขาจากในครัว ม่อนก้มหน้างุด ไม่กล้าสบสายตากับนาย นึกอายที่ตัวเองใส่เสื้อผ้าไม่รัดกุม ได้แต่นั่งนิ่งๆ

        “หิวไหม ฉันชักหิวแล้ว” เขาเดินเข้าใกล้ๆ ก่อนจะทรุดลงนั่งข้างๆ

        “เดี๋ยวม่อนไปทำให้นายค่ะ” เธอบอกเขาเสียงแผ่ว น้ำเสียงแหบแห้ง เขยิบตัวออกห่างเขาอีกนิดหนึ่ง

        “ไหวหรือสภาพนี้ ฉันทำให้เธอกินดีกว่านะ อยู่คนเดียวมาตั้ง 35 ปีแล้ว ยังไง ไข่เจียวฉันก็ทำได้ อีกอย่างที่ทำอร่อยนะ คือ ข้าวต้มกุ้ง” เขาหันมาด้วยและพูดยิ้มให้ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ยิ้มตอบกลับให้นายแบบแกนๆ

        “เวียนหัวรึ” เขาถามออกมาด้วยความเป็นห่วง เธอพยักหน้าให้น้อยๆ

        “รอฉันอยู่ในห้องนี่แหละ เดี๋ยวทำข้าวต้มให้กินเอง” เขาพูด พลางลุกขึ้นเดินตรงไปในครัว ม่อนมองตามนายใจเต้นตึกๆ รู้สึกแปลกๆ

        ม่อนพยายามจะลุกขึ้นยืนหลายครั้ง แต่ก็เกิดอาการวูบขึ้นมาอีก เธอจึงจำใจเอนตัวลงนอนตะแคงบนโซฟา ในเมื่อนายอนุญาตแล้ว เธอหลับตาลงถอนหายใจออกมาช้า

        ใจประวิงนึกไปถึงพ่อกับแม่ ถ้าตอนนี้อยู่ที่บ้าน แม่คงย่างปลาให้กิน เพราะที่บ้านของม่อนหากใครในบ้านป่วยแม่มักจะทำปลาที่หามาได้ทาเกลือย่างให้กินเสมอ บอกว่าบำรุงร่างกาย จนบางที่ม่อนนึกอยากกินปลาย่างก็แกล้งป่วย บางทีแม่ก็รู้ แต่ก็ทำให้กินด้วยความเอ็นดู แค่นึกถึงขอบตาก็ร้อนผ่าวๆ และน้ำตาเริ่มเอ่อ

        ม่อนเป็นลูกสาวคนเล็ก พี่ชายคนโตและพี่สาวคนกลางก็ออกเรือนไปแล้วทั้งคู่ เหลือแต่เธอที่ยังอยู่ในปกครองของพ่อแม่ ส่วนพี่ชายและพี่สาวก็อยู่กันตามอัตภาพ ไม่ได้มีเงินทองมากมายพอจะมาจุนเจือพ่อและแม่ได้ ยิ่งสองคนนั้นมีลูกแล้วทั้งคู่ ก็ยิ่งไม่ได้ให้เงินพ่อกับแม่ใช้เลย ยังดีที่พ่อได้รับมรดกมาจากปู่ย่ากับที่ดินแค่หยิบมือ พอปลูกผักปลูกไม้ให้ครอบครัวได้กิน แต่จะให้ได้เป็นเงินเป็นทองมากมายนั้นก็คงยาก

        ช่วงหลังพ่อเริ่มป่วยกระเซาะกระแซะ และที่สำคัญทำให้ทำงานหนักไม่ค่อยได้ คือ ปัญหาปวดหลัง หมอวินิจฉัยว่า กระดูกสันหลังเคลื่อน แต่ก็รักษาได้โดยการทำกายภาพบำบัด ซึ่งก็ต้องใช้เงินในการเดินทาง และเวลาที่ต้องไปรักษา ทำให้ไปบ้างไม่ได้ไปบ้าง และปัญหาโรคไส้เลื่อน หมอจะให้ผ่าตัดแต่พ่อก็ผลัดผ่อนเพราะยังไม่มีเงิน เงินที่ม่อนหาได้ตอนทำงานก็ส่งให้พ่อแม่จนหมด เหลือไม่กี่บาทเพื่อไว้ซื้อของใช้ส่วนตัว

        เธอก้มมองเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ ก็รู้ว่ามันเก่าและสีมอดูซ่อมซ่อลงไปเยอะแล้ว ม่อนลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง เพราะนึกอายกลัวนายดินจะดูถูกเอาได้ ตอนนี้ยาเริ่มออกฤทธิ์เหงื่อเริ่มซึม ตัวก็เริ่มเย็นลง

        นายเดินเข้ามาพร้อมกับผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดๆ เขานั่งลงใกล้ๆ อีกครั้ง แล้วพาดผ้าลงบนคอของเธอ

        “จะเช็ดตัวเอง หรือจะให้ฉันเช็ดให้” เขาพูดหยอกเอิน ยิ้มนิดๆ ม่อนรีบยกฟ้าผืนนั้นเช็ดไปทั่วใบหน้า ลำคอ และตามแขนที่ยื่นพ้นออกมาจากเสื้อผ้า นายมองกิริยานั้นอย่างเอ็นดู

        “ม่อน ปีนี้อายุเท่าไหร่” จู่ๆ เขาก็ถามถึงอายุเธอขึ้นมา

        “18 ค่ะ” เธอเอ่ยตอบเขาเสียงเบา

        “ทำไมไม่เรียนต่อ” เขาถามทั้งที่ก็พอจะรู้คำตอบอยู่บ้าง แต่ก็แค่อยากชวนคุย

        “จบมอสามแล้วค่ะ ม่อนอยากทำงานจะได้ช่วยพ่อกับแม่หาเงินด้วยนะคะ” เธอเล่าเสียงค่อย ขยับตัวออกห่างนายดินจนชิดพนักวางแขนของโซฟาอีกด้านหนึ่ง

        “เป็นอะไร กลัวฉันนักหนา ฮึ...” เขาถามออกมาได้ ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ม่อนมองหน้าเขากระพริบตาปริบๆ

        “อือ... ฉันไม่กัดเธอหรอกน่ะ” เขายื่นหน้าขยับตัวไปพูดใกล้ๆ

        “ม่อนหิวแล้วค่ะนาย” เธอนึกประหวั่นในใจก็กลัวเขาอยู่ลึกๆ สัมผัสที่หยาบโลนจ้าบจ้วงกับร่างกายเธอขนาดนั้น ผู้หญิงบริสุทธิ์ที่ไหนจะทนได้ ในแว้บหนึ่งเธอมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ นายดินก็เห็นเช่นนั้น

        “เดินเองไหวไหม” เขาถามออกมาอย่างห่วงใย

        “ค่ะ” เธอตอบฝืนกั้นใจลุกขึ้นยืน แต่พอขยับขาก้าว ร่างแทบร่วง เจ็บคั่นเนื้อคั่นตัวไปหมด เขารีบรับร่างเธอเอาไว้ทันที

        “เรานี้ก็ดื้อใช่ได้นะ ไม่ไหวก็ต้องบอกว่าไม่ไหวสิ ฮึ ทำไม... เป็นน้องเป็นนุ่งจะจับตีให้ก้นลาย” เขาว่าเหมือนเธอเป็นเด็กๆ ใช้อ้อมแขนช้อนเธอขึ้นมาอุ้ม แล้วพาเดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่เขาจัดวางข้าวต้มไว้ให้ทั้งของตัวเองและของม่อนด้วย

        “กินเยอะๆ” เขาออกคำสั่ง ขณะที่นั่งบนเก้าอี้ในฝั่งตรงข้าม ม่อนยกมือไหว้ขอบคุณนายอีกครั้ง ยกช้อนขึ้นมาคน ก่อนจะตักแล้วค่อยๆ เป่า

        (“กินเยอะๆ ม่อน จะได้หายไวๆ”) เธอบอกตัวเอง

       นายดินมองหน้าม่อนที่ตั้งหน้าตั้งตากินเพื่อให้ข้าวต้มหมดๆ ไป เขามองเธอแบบยิ้มๆ

        “อร่อยไหม” เขาถามปนเสียงหัวเราะ

        “ค่ะ” เธอตอบตามความรู้สึก ไม่ได้พูดเพื่อเอาใจนาย

        “หื้อ... กินหมดเลยรึ จะเอาอีกไหม” เขาถามเมื่อเห็นเธอกินข้าวต้มของเขาจนหมด

        “ขอบคุณค่ะ ม่อนอิ่มแล้ว” เธอพูด นั่งตัวตรงเรียบร้อย สองมือวางไว้บนตัก

        “ไปนอนพักไป ไม่ต้องทำงานหรอก บ้านช่องก็ไม่ได้สกปรกอะไร แล้วเอายากระปุกนั้นลงไปด้วย แต่ถ้าหากเย็นๆ อาการยังไม่ดีขึ้น ฉันจะให้สนพาไปหาหมอที่คลีนิคก็แล้วกัน” เขาหยิบกระปุกยาแก้ไข้มาวางตรงหน้า

        ม่อนหยิบกะปุกยานั้นมาถือ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ยาคงออกฤทธิ์อาการเวียนหัวและปวดตุ๊บๆ ก็เริ่มคลายลง เธอลุกขึ้นยืนจะเก็บถ้วยข้าวต้มไปล้าง

        “เอาวางไว้ วันนี้ฉันจัดการให้” เขาบอกเธอน้ำเสียงอ่อนโยน ม่อนมองหน้าเขาแล้วยกมือไหว้อีกครั้ง

        “ไปสิ ว่าแต่จะเดินไหวไหม” เขายังถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง ม่อนพยักหน้าตอบ ค่อยๆ เดินกลับห้อง นายก็สังเกตุว่าเธอเดินไม่ค่อยปกติ หญิงสาวพยายามใช้ฝาผนังช่วยพยุงร่างตัวเองจนกลับลงมาถึงห้องพักจนได้

        (“ล็อคห้องแล้ว นายยังเข้ามาได้อีก อ๋อ... ก็มันบ้านของเขานี่น่า” ) เธอคิด แต่มือก็กดล็อคลูกบิดประตูอีกทีเพื่อความอุ่นใจ เธอยกมือขึ้นจับที่หน้าอก ใจยังเต้นตึกๆ ตอนนี้เห็นแต่หน้านายและรอยยิ้มแบบใจดีเมื่อกี้

********************

การเป็นนักเขียนก็ไม่ง่ายนะ

กำลังใจมาเยอะๆ ได้ไหม

ไรด์จะได้มีแฮง

 

จุ๊บๆๆๆๆ

 

 

<div class="fb-page" data-href="https://www.facebook.com/Love-Story-by-Khun-Thida-423211261215771/" data-tabs="timeline" data-small-header="false" data-adapt-container-width="true" data-hide-cover="false" data-show-facepile="true"></div>


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


ชอบมากๆๆเร่ยคร้าาาา
โดย Anonymous | 1 year, 7 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha